บทความเด่น: ยิ่งกว่าหยาดเหงื่อและแรงบันดาลใจ
นิตยสาร Life ยกย่องเขาว่าเป็นบุคคลหมายเลขหนึ่งแห่งสหัสวรรษ จำนวนสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นก็น่าทึ่ง – มีถึง 1093 อย่าง เขาถือสิทธิบัตรมากกว่าใครๆ โดยได้รับอย่างน้อยทุกๆ ปีเป็นเวลา 65 ปีติดต่อกัน เขายังได้พัฒนาห้องทดลองค้นคว้าวิจัยสมัยใหม่เขาผู้นี้คือ โธมัส เอดิสัน เมื่อพูดถึงความสามารถของเอดิสัน คนส่วนใหญ่ยกย่องความเป็นอัจฉริยะในการประดิษฐ์ของเขา แต่เขาเองยกย่องการทำงานหนัก เขากล่าวว่า “อัจฉริยะก็คือหยาดเหงื่อ 99% และแรงบันดาลใจ 1%” ผมเองเชื่อว่าความสำเร็จของเอดิสันเป็นผลมาจากปัจจัยที่ 3 ด้วย นั่นก็คือทัศนคติที่ดีของเขา อ่านต่อ...
บทความที่น่าสนใจ The 3rd Birthday ล่าสุดสดๆร้อนๆ / ไทยจ่อเลิกใช้“แบล็คเบอร์รี่” / Code Geass R2 รางวัล การ์ตูนญี่ปุ่น Anime ยอดเยี่ยมปี 2009 / พลิกปูมงบ ส.ส.ในอดีต / ความลับของ Internet / Amazing in Thailand / สุดเซอร์ไพรส์ 6 เรื่องแปลก ผ่าน Facebook ที่คุณต้องอ่าน... / Nielsen รายงาน Android แซง iPhone ได้เป็นครั้งแรก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT News แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT News แสดงบทความทั้งหมด

หนังสือพิมพ์การ์เดี้ยนของอังกฤษ เผยการสำรวจล่าสุดของ Ofcom พบว่าประชาชาติชาวอังกฤษกลายเป็นประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือมากที่สุด เอาชนะแชมป์เก่าอย่างญี่ปุ่นลงไปได้ โดยอานิสงค์หลักมาจาก Facebook, Twitter และสตรีมชมเพลงกังนัมสไตส์ ผ่าน Youtube โดยสถิติที่บันทึกได้คือ ชาวอังกฤษมีปริมาณการดาว์นโหลดข้อมูลบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เฉลี่ยมากกว่า 424 เมกะไบต์ต่อเดือนต่อคน คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับสถิติปีที่แล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 23 ธันวาคม 2555


ข่าวไม่ค่อยดีนักสำหรับผู้ ที่กำลังรอคอย iPad 2 อยู่ เมื่อเว็บไซต์ 9to5mac.com ไปทำการค้นลึกลงไปใน SDK ตัวล่าสุดของ iOS 4.3 และได้พบรายละเอียดบางอย่างที่บ่งบอกว่า iPad 2 อาจมีกล้องด้านหลังความละเอียดแค่ 1M Pixels เท่านั้น

ข้อมูลดังกล่าวพบได้โดยการค้นลงไปใน Source Code ของอุปกรณ์ที่มีรหัสว่า K94 ซึ่งแหล่งข่าวบอกว่ามันเป็นรหัสของ iPad 2 โดยจากภาพเราก็จะเห็นตัวหนังสืออธิบายถึงกล้องด้านหลังที่มีความละเอียดกำ กับใว้แค่ 1M Pixels เท่านั้น โดยหากเป็นแบบนั้นจริงๆ นั่นหมายความว่า iPad 2 จะมีกล้องด้านหลังคุณภาพค่อนข้างแย่มากสำหรับการถ่ายภาพนิ่งเหมือนกับ iPod touch แต่ด้านการถ่ายวิดีโอนั้นก็คงสามารถถ่ายแบบความละเอียด 720p ได้อย่างไม่มีปัญหา

ดูเหมือนว่า Apple จะตั้งใจที่จะแยก iPad 2 ออกจากความเป็นกล้องถ่ายรูปอย่างชัดเจน เพราะโดยวัตถุประสงค์แล้ว iPad ไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้อยู่แล้ว เลยใส่กล้องมาให้แบบว่าเพื่อให้มีกล้องก็พอ ไม่ได้เน้นความละเอียดในการถ่ายภาพเท่าไหร่ โดยหลักๆ น่าจะไปเน้นการใช้งาน FaceTime แล้วสลับไปกล้องหลังมากกว่า ซึ่งการทำแบบนี้ก็เป็นไปได้ว่า Apple ต้องการลดความสำคัญของกล้องบน iPad 2 ลงบ้าง เนื่องจากตอนนี้มีการเพ่งเล็งด้านกล้องกันมากเกินไป และอาจจะไปเน้นตรงส่วนอื่นแทน

อีกหนึ่งเหตุผลที่น่าจะมี เอี่ยวด้วยก็คือตัวกล้องติดโทรศัพท์ระดับ 5M Pixels ที่คุณภาพสูงๆ หน่อยมักจะมีความหนาพอสมควร และนั่นอาจจะหนาเกินไปสำหรับ iPad 2 ที่ตั้งใจจะขายความบางเบา (เหมือน iPod touch) จึงทำให้มีการตัดสินใจใช้กล้องแค่ 1M Pixels นั่นเอง

ที่มา : thaimacupdate





กลายเป็นโทรศัพท์ที่ตกเป็น talk of the town มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ iPhone จากแอปเปิ้ลที่เพิ่งจะมีกระแสว่าผู้ใช้ iPhone 4 ต้องออกมาโวยทั้งเรื่องสัญญาณและเรื่องนาฬิกาปลุกช้ากว่าเวลากันไปหมาด ๆ ล่าสุด iPhone ก็กลับมาเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง เมื่อมีการเปิดตัว iPhone 5 ออกมาให้ยลโฉมกัน และดูท่าว่าจะเป็นเวอร์ชั่นแก้ตัว ที่ทำออกมาชนิดที่เรียกว่าเต็มประสิทธิภาพเลยทีเดียว

สำหรับจุดที่น่าสนใจของ iPhone 5 ที่ได้รับการพัฒนาให้พิเศษกว่า iPhone รุ่นอื่น คือจะเน้นในระบบซิมการ์ดที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายใด ๆ ก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแอปเปิ้ลได้จับมือกับบริษัทซิมการ์ด Gemalto เพื่อออกซิมการ์ดชนิดพิเศษ ที่สามารถให้ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนผ่านอินเตอร์เน็ต ตั้งค่าเครือข่ายโทรศัพท์ได้ทุกเครือข่ายตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีบริษัทผลิตโทรศัพท์ที่ไหนเคยทำมาก่อน

และนอกจากเรื่องของซิมการ์ดเลือก เครือข่ายใดตามใจผู้ใช้แล้ว แอปเปิ้ลก็ยังมีข่าวที่ทำให้แฟน ๆ iPhone ตกตะลึงกันอีกครั้ง เมื่อมีข่าวออกมาว่าแอปเปิ้ลจะเพิ่มเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายในระยะสั้น หรือ NFC (Near Field Communication) เข้าไปด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลและโอนถ่ายข้อมูลของเครื่อง Mac ไว้ในเครื่อง iPhone 5 ได้ด้วย ประหนึ่งกับว่า iPhone 5 เป็นเครื่อง Mac ที่ผู้ใช้พกพาไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลานั่นเอง

งานนี้รับรองว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า iPhone 4 เป็นไหน ๆส่วนใครที่กำลังวางแผนจะซื้อ iPhone 4 เร็ว ๆ นี้ อดใจรอกันหน่อยก็ดี เพราะ iPhone 5 สุดเจ๋งตัวนี้มีแพลนจะวางจำหน่ายภายในกลางปีหน้านี้แน่นอนจ้า

ขอบคุณ กระปุก






ในที่สุด Nintendo ก็ได้ประกาศเปิดตัวเครื่องเล่นเกมส์พกพา Nintendo 3DS อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ พร้อมทั้งเปิดเผยถึงกำหนดการวางตลาดเป็นวันที่ 27 มีนาคมปีนี้ (จองได้ที่ Amazon.com) สนนราคาอยู่ที่ 249.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 7,600 บาท



Nintendo 3DS เป็นเครื่องเล่นเกมส์พกพาที่สามารถแสดงผลด้วยลูกเล่น 3D โดยใช้เทคโนโลยี Autosteroscopy ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเกมส์ 3D ได้โดยไม่ต้องสวมแว่นตา แถมภายในเครื่องยังมี Motion Sensor (Accelerometer และ Gyroscope) ที่ใช้ควบคุมเกมส์ผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของ เครื่่องเล่นฯได้อีกด้วย ทั้งนี้ทางบริษัทได้เปิดเผยถึงผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นเกมส์ Nintendo 3DS ไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2010 และนำออกมาโชว์ให้ได้เห็นหน้าค่าตาของมันเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ในงาน E3 2010 อย่างไรก็ดี Nintendo 3DS สามารถใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์เกมส์ที่เล่นบนเครื่องเล่นรุ่นก่อนหน้านี้ อย่าง Nintendo DS และ Nintendo DSi



รายงานล่าสุดยังมีการเปิดเผยออกมาอีกด้วยว่า Nintendo ได้พัฒนาเกมส์สำหรับ Nintendo 3DS โดยเฉพาะไว้มากถึง 30 เกมส์แล้ว อย่างเช่น Nintendogs & Cats, Steel Driver, Pilotwings Resort และ Super Street Fighter IV 3D นอกจากนี้ยังมีเกมส์ยอดฮิตที่ถูกนำมาเป็น 3DS อย่างเช่น Paper Mario, Mario Kart ส่วน The Legend of Zelda: Ocarina of Time ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ตามรายงานข่าว Nintendo 3DS จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศญ๊่ปุ่นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และในสหรัฐ 27 มีนาคม ศกนี้



ข้อมูลจาก: nintendo

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์




รายงานข่าวล่าสุด สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) ประกาศลาป่วยเมื่อวานนี้ เพื่อกลับไปรักษาสุขภาพอีกครั้งเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เขาได้ลาไปพัก รักษาตัวเมื่อปี 2009 เพื่อปลูกถ่ายตับ อีเมล์ของจอบส์กล่าวว่า เขาจะยังคงเป็นซีอีโอ และจะร่วมอยู่ในการตัดสินใจทางด้านกลยุทธ์สำคัญๆ ของบริษัท โดยมี Tom Cook ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) รับผิดชอบการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

ในจดหมายของจอบส์ยังกล่าวอีกด้วยว่า "ผมรัก Apple มาก และหวังว่าจะได้กลับมาทำงานได้เร็วที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้" แต่จะเกิดอะไรขึ้น? หากจอบส์ไม่กลับมา? หรือการลาครั้งนี้ต้องยืดระยะเวลานานออกไป? ซึ่งครั้งที่แล้ว จอบส์ลาป่วย เพื่อรับการผ่าตัด และพักรักษาตัวอยู่นานถึง 6 เดือน แต่การลาครั้งนี้เขาไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple ที่อยู่ในตลาดขณะนี้ส่วนใหญ่มีความแข็งแรง การไม่อยู่ของจอบส์จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวในปี 2011 ซึ่งรวมถึง iPad 2 และ iPhone 5 ตลอดจน Mac OS X (Lion) ที่ตามแผนจะเปิดตัวภายในปีนี้ด้วย ขณะเดียวกันทีมผู้บริหารหลายๆ คนของ Apple ก็ยังอยู่ครบหมด และเป็นกูรูในวงการที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก สามารถดูแล และนำพาธุรกิจของ Apple ให้เดินหน้าต่อไปได้


ตามรายงานข่าวที่มีกันออกมา ดูเหมือนนอกจาก Apple จะต้องการบอกให้ผู้บริโภคทั่วโลกรับทราบถึงการลาป่วยของสตีฟ จอบส์แล้ว ทางบริษัทยังต้องการจะบอกอีกด้วยว่า Apple มีมากกว่า Steve Jobs ทั้งผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญ และผ่านการทำงานร่วมกับจอบส์มาแล้วทั้งนั้น อีกทั้งยังมีพนักงานมากมาย จอบส์ไม่ได้ทำทุกอย่าง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขาได้เคยลาไปรักษาตัวเมื่อปี 2009 แต่ Steve Jobs คือ Apple เขาอาจจะไม่ได้เขียนโปรแกรม หรือออกแบบชิปใดๆ แต่เขาทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยิ่งใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเป็นผู้ตัดสินใจว่า Apple ควรทำผลิตภัณฑ์อะไรออกมา ซึ่ง Dell, Motorola หรือแม้แต่ Microsoft ไม่ได้คิดจะทำ เพราะฉะนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลาพักครั้งนี้ของจอบส์จะไม่ส่งผลกระทบต่อ Apple และทันทีที่ข่าวนี้มีการเปิดเผยออกมา หุ้นของ Apple ดิ่งทันที 7.5% เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า การลาครั้งนี้ของจอบส์จะเป็นการลาออกไปใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือเขาจะกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้ Apple อีกครั้ง แต่จะเมื่อไร? ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า การลาไปพักรักษาตัวครั้งนี้มีสาเหตุอะไร และหนักหนาสาหัสแค่ไหน?







ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

เรื่องต่อมาที่เคยได้ยินและเคยเข้าใจผิดด้วยตัวเองเหมือนกันคือเรื่องของ Folder ที่ชื่อ Recycler ที่เห็นอยู่ในทุกๆ Drive เลย แถมยังสีจางๆซะอีก ทีแรกคิดว่าโดนไวรัสเข้าแล้วเรา ลบก็ไม่ได้หรือลบได้ก็กลับมาอีก น่ากลัวจริงๆ ด้วยความเข้าใจผิดที่ว่าถ้าเป็นถังขยะจะต้องเป็นชื่อ Recycle Bin เท่านั้นและต้องเป็นรูปถังขยะเขียวๆสิ ถึงจะของแท้ จนลองไปค้นหาข้อมูลดูจาก Google ถึงได้ตาสว่างว่าจริงๆแล้วมันก็อาจจะเป็นไวรัสหรือไม่ใช่ไวรัสแล้วแต่กรณี ครับ เลยขอเอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อจะได้แยกแยะออกว่าไหนไวรัส ไหนไม่ใช่ไวรัสเอาแบบฟันธงกันลงไปเลย

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นเรื่องของถังขยะสักเล็กน้อยนะครับเผื่อคนที่เพิ่งเริ่ม ต้นจะได้ไม่งง เรื่องของเรื่องก็คือว่าใน Windows นั้นเมื่อเราทำการลบไฟล์ ตัว Windows จะไม่ได้ทำการลบไฟล์นั้นจริงๆครับ(ยกเว้นกด Shift+Delelete) เพียงแค่ทำการย้ายไปใส่ในถังขยะซึ่งเรียกว่า Recycle Bin ซึ่งทุกๆคนจะเห็นมันอยู่บน Desktop นั่นล่ะครับ เผื่อวันนึงเราเปลี่ยนใจให้อภัยจะเอามันกลับมาก็ยังสามารถไปเอามันออกมาจาก ถังได้ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วเจ้า Recycle Bin ที่เราเห็นอยู่บน Desktop เป็นเพียงแค่ Shortcut นะครับไม่ได้เป็นที่เก็บไฟล์ที่ลบไปจริงๆ ที่เก็บของมันจริงๆก็จะเป็น Folder Recycler หรือ Recycled ซึ่งเป็น Folder แอบ(สีจาง)ซึ่งอยู่ในทุกๆ Drive นั่นเอง อ้าว! แล้ว Recycler กับ Recycled ต่างกันยังไงล่ะ ทำไมบางเครื่องมี Recycled ซึ่งเป็นรูปถังขยะเลย แต่บางเครื่องกลับมี Recycler ซึ่งเป็นรูป Folder ธรรมดาๆแล้วข้างในมีถังขยะชื่อยาวๆ นี่ล่ะครับที่มาของเรื่องนี้

ที่มาที่ไปมันเป็นแบบนี้ครับ คือในการแบ่ง Partition เพื่อลง Windows นั้นเราสามารถเลือกประเภทของ Partition ได้ทั้งแบบ FAT32 หรือ NTFS ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบต่างกันยังไงนั้นลองไปอ่านดูที่นี่นะครับ NTFS vs FAT ผมขอไม่อธิบายนะครับไม่งั้นจะยาวไป เอาเป็นว่าเราต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งแล้วกันนะครับ ซึ่งในกรณีที่เราเลือกแบบ FAT32 นั้นเจ้าถังขยะที่อยู่ในทุกๆ Drive เพื่อเก็บไฟล์ที่โดนลบนั้นก็จะเป็นรูปถังขยะและชื่อว่า Recycled ซึ่งอันนี้ไม่ค่อยน่าตกใจ แต่ปัญหาก็คือว่าถ้าเราเลือกเป็น NTFS นี่สิครับเจ้า Folder ที่เก็บไฟล์ที่โดนลบนั้น ไม่ได้ใช้ชื่อ Recycle แถมไม่ได้เป็นรูปถังขยะซะอีก เป็นแค่รูป Folder ธรรมดาๆสีจางๆ และใช้ชื่อว่า Recycler ครับ ซึ่งมีไวรัสบางตัวก็ใช้เจ้า Recycler นี่ล่ะครับเป็นที่อาศัย จนผมก็เคยเข้าใจผิดไปว่าเจ้า Folder ที่ว่านี้เป็นไวรัสไปด้วย ดังนั้นในบทความนี้ผมจะกล่าวถึงเพียง Folder Recycler เพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะเจ้า Recycled นั้นยังไม่เคยเจอปัญหาครับ

คราวนี้เรามาดูกันนะครับว่าเจ้า Recycle Bin ซึ่งอยู่บน Desktop กับเจ้า Recycler ซึ่งมีอยู่ในทุกๆ Drive มีหน้าที่และความเกี่ยวข้องกันยังไง จะได้เป็นข้อมูลในการแยกแยะระหว่างไวรัสกับไม่ใช่ไวรัสครับ สำหรับ Recycle Bin ที่อยู่บน Desktop นั้นตามที่บอกว่าเป็นเหมือนแค่ Shortcut ชี้ไปยังที่เก็บไฟล์ที่โดนลบไปเท่านั้น ซึ่งในการลบไฟล์นั้นในกรณีที่ HD เราแบ่งเป็นหลายๆ Drive ถึงแม้ว่าเมื่อเราลบไฟล์แล้วเราเห็นว่ามันมาอยู่ใน Recycle Bin บน Desktop แต่โดยแท้จริงแล้ว Folder ที่ใช้เก็บไฟล์ที่โดนลบนั้นอยู่ในแต่ละ Drive ที่เราลบครับ เช่นเราลบไฟล์ใน Drive D ถึงแม้ว่าเราจะมองเห็นว่ามันอยู่ใน Recycle Bin บน Desktop แต่โดยแท้จริงแล้ว ไฟล์ที่โดนลบมันจะเอาไปเก็บไว้ที่ D:\Recycler\ตัวเลขยาวๆ นะครับ แล้วเดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเลขยาวๆคืออะไร โดยถ้าเราเปิดเข้าไปผ่าน My Computer ก็จะเห็นว่ามันอยู่ใน Folder ชื่อ Recycler\ตัวเลขยาวๆ ในทุกๆ Drive นั่นล่ะ แต่จริงๆไม่ใช่นะครับมันเพียงภาพลวง ถ้าอยากดูของจริงก็ลองใช้ ExplorerXP เข้าไปดูครับจะเห็นว่าจริงๆแล้วมันมีอะไรอยู่ข้างในกันแน่ เอาเป็นผมสรุปสั้นๆก่อนแล้วกันครับว่าโดยแท้จริงแล้ว ไฟล์ที่เราลบจาก Drive ไหนก็จะไปเก็บอยู่ใน Folder Recycler\ตัวเลขยาวๆ ของ Drive นั้นๆ ไม่ได้อยู่ในทุกๆ Drive เหมือนที่เห็นใน My computer (ผมคงอธิบายไม่งงนะครับ)

เอาล่ะครับก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักโดยคร่าวๆกับตัวเลขยาวๆกันก่อนว่ามัน คืออะไรและมายังไงกัน สำหรับตัวเลขยาวๆที่กล่าวถึงจะเป็นตัวเลข 8 ชุดซึ่งคั่นด้วยเครื่องหมาย - ซึ่งเรียกว่า SID(Security IDentifier) ก็จะเป็นหมายเลขประจำตัวของ User ของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ จะเรียกว่าเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวก็ใกล้เคียงครับ จะใช้ในการอ้างอิงถึง User ในเครื่องนั้นๆกรณีติดต่อกับเครื่องอื่นๆในระบบเครือข่าย ซึ่ง User แต่ละคนในเครื่องจะมีหมายเลขไม่ซ้ำกันครับ ตรงนี้เอาแค่เข้าใจคร่าวๆเพื่อนำไปวิเคราะห์ไวรัสในขั้นต่อไปกันครับ

อีกเรื่องที่ควรจะรู้ก่อนจะไปวิเคราะห์เรื่องของไวรัส Recycler ก็คือการจัดเก็บไฟล์ที่โดนลบไว้ใน Foder Recycler ครับ ตามที่บอกไว้ข้างต้นว่าในการลบไฟล์นั้นถึงแม้ว่าเราจะมองเห็นว่ามีไฟล์ที่ เราลบนั้นอยู่ในRecycle Bin บน Desktop แต่โดยแท้จริงแล้วไฟล์ที่โดนลบมันจะเอาไปเก็บไว้ที่ Drive ที่ลบไฟล์:\Recycler\ตัวเลขยาวๆครับ ซึ่งตอนนี้เรารู้แล้วล่ะว่าตัวเลขยาวๆที่ว่าคือหมายเลข SID ซึ่งเราสามารถตรวจสอบหมายเลข SID ของเราได้จาก Tool ที่ให้โหลดไปนั่นล่ะครับ

มาถึงตอนนี้เราจะลองใช้ ExplorerXP เข้าไปดูที่ Folder Recycler เลยก็ได้ครับ จะเห็นรูปถังขยะที่เป็นหมายเลข SID ของเราอยู่ข้างในซึ่งกรณีที่เรายังไม่ได้มีการลบไฟล์ใดๆ ภายในถังนั้นจะมีไฟล์ชื่อ Desktop.ini และ INFO2 อยู่ภายใน(ซึ่งผมจะอธิบายไว้ในตอนหลังๆนะครับว่า 2 ไฟล์นี้คืออะไร) กรณีนี้ถือว่าเป็นปกติครับ มาต่อกันในเรื่องของการจัดการกับไฟล์ที่โดนลบครับ คือในกรณีที่เครื่องของเราใช้หลายๆคน คือมีหลายๆ User เมื่อเข้าไปใน Folder Recycler นั้นเราก็จะเห็นว่ามีถังขยะหลายๆถังซึ่งแต่ละถังจะเป็นหมายเลข SID ของแต่ละ User แยกจากกัน พูดง่ายๆว่าไฟล์ที่ลบโดยใครก็จะอยู่ในถังใครถังมันล่ะครับ

แล้วถ้ามีการลบไฟล์เกิดขึ้นล่ะจะเป็นยังไง คำตอบก็คือ Windows จะทำการย้ายไฟล์ที่โดนลบนั้นมาใส่ไว้ใน Folder Recycler ตาม Drive ที่ไฟล์นั้นๆอยู่ก่อนโดนลบครับ คือถ้าลบไฟล์ใน Drive มันก็จะไปเก็บไว้ใน Folder Folder D:\Recycler ลบใน Drive C ก็จะไปเก็บไว้ใน Folder Folder C:\Recycler และภายในก็จะใส่ไว้ในถังตาม SID ของ User ที่เป็นผู้ลบครับ

ยกตัวอย่างเช่นผมมีหมายเลข SID เป็น S-1-5-21-3008556928-1690244188-1837343850-500 และได้ลบไฟล์ C:\Test\Test_C.exe ตัว Windows ก็จะทำการย้ายไฟล์ Test_C.exe ซึ่งโดนลบไปเก็บไว้ที่ C:\Recycler\S-1-5-21-3008556928-1690244188-1837343850-500\ ครับ

เรามาดูลึกเข้าไปอีกนิดว่า Windows มันจัดการกับไฟล์ที่เราลบไปยังไงบ้าง ตัว Windows ไม่ได้เอาไฟล์ที่เราลบไปเก็บไว้ตรงๆเหมือนเรา Cut แล้ว ไป Paste ในอีก Folder นะครับ(ทั้งๆที่ Recycler ก็เป็นเหมือน Folder ธรรมดาๆนี่ล่ะ) แต่ Windows จะทำการเปลี่ยนชื่อไฟล์ที่เราลบ ก่อนเอาไปใส่ไว้ใน Folder Recycler โดยมีหลักในการเปลี่ยนชื่อดังนี้ครับ คือชื่อใหม่ที่เปลี่ยนจะขึ้นต้นด้วยตัว D (ตัวใหญ่) ตามด้วยชื่อ Drive ที่ไฟล์นั้นอยู่ก่อนโดนลบ และสุดท้ายก็จะเป็นหมายเลขซึ่งจะเป็นลำดับไฟล์ที่โดนลบ ตามด้วยนามสกุลของไฟล์ครับ ถ้าอ่านแล้วงงมาดูตัวอย่างกันเลยครับ

เช่นจากตัวอย่างข้างต้น ผมลบไฟล์ C:\Test\Test_C.exe ดังนั้นเมื่อ Windows ทำการย้ายไฟล์ที่โดนลบไปใส่ใน Folder Recycler ก็จะเปลี่ยนชื่อไฟล์เป็น Dc1.exe ถ้าผมลบไฟล์ C:\XXX.docไปอีกไฟล์มันก็จะเปลี่ยนชื่อเป็น Dc2.doc หรือกรณีผมลบไฟล์ชื่อ D:\Test\Test_D.exe มันก็จะเปลี่ยนชื่อเป็น Dd1.exe เพียงแต่เอาไปเก็บไว้คนละ Drive ตามที่บอก คือลบจาก Drive ไหนก็เก็บใน Folder Recycler ของ Drive นั้น

คงมีคำถามกันในใจว่า แล้วถ้าวันนึงเราเปลี่ยนใจที่จะยกเลิกการลบล่ะ จะ Restore ไฟล์กลับออกมาจากถังแล้ว Windows จะรู้ได้ยังไงว่าจะเอาไฟล์ของเรากลับไปไว้ที่เดิมก่อนลบตรงไหนและชื่ออะไรใน เมื่อเล่นเปลี่ยนชื่อไฟล์เราซะแล้ว ความลับอยู่ที่ไฟล์ Info2 ที่กล่าวถึงไว้ตอนต้นน่ะครับ ถ้าเราเปิดเข้าไปดูข้างในก็จะเห็นว่า Windows เก็บชื่อพร้อมตำแหน่งเดิมของไฟล์ก่อนลบไว้ในนั้นล่ะครับ เมื่อจะ Restore กลับ Windows ก็จะไปอ่านค่าจากในนั้นล่ะว่าควรจะแก้ชื่อกลับเป็นอะไร และเอากลับไปไว้ตรงไหน เอาเป็นว่าเราเข้าใจแล้วนะครับว่าไฟล์ Info2 มีไว้เพื่ออะไร ส่วนอีกไฟล์ที่อยู่ด้วยกันคือไฟล์ Desktop.ini นั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นเพียงแค่ตัวบอกว่านี่คือ Folder ถังขยะให้แสดง Icon เป็นรูปถังขยะ และทำการ Link ข้อมูลกับ Folder Recycle Bin บน Desktop เท่านั้นเองครับ

เอาล่ะครับ หลังจากเกริ่นเรื่องของ Folder Recycler กันมายาว(มาก) เราก็คงเข้าใจหน้าที่และหลักการทำงานของมันแล้ว คราวนี้เรามาดูกันครับว่าเจ้าไวรัส Recycler มันมาแอบอยู่ตรงไหน และต่อไปเราจะแยกแยะได้ยังไงว่าอันไหนไวรัสอันไหนไม่ใช่ เท่าที่ผมเคยเจอและค้นๆข้อมูลดู เจ้าไวรัส Recycler มันจะใช้การแอบอยู่ใน Folder Recycler ของเครื่องเรานี่ล่ะครับ โดยการสร้างถังที่มีหมายเลข SID เป็น S-1-5-21-1078073611-1993962763-839522115-1003 ไว้ใน Folder Recycler ซึ่งหมายเลข SID นี้ไม่ได้เป็นหมายเลขของ User ในเครื่องเราแต่อย่างใดครับ สำหรับเครื่องที่มีผู้ใช้เพียงคนเดียว(User เดียว) จะสังเกตุได้ไม่ยากครับเพราะเมื่อเข้าไปใน Folder Recycler แล้วมันควรจะมีถังหมายเลข SID ซึ่งเป็นของเราเพียงถังเดียว แต่กลับมีถังแปลกปลอมขึ้นมา ซึ่งก็มีหมายเลข SID ตามที่บอกไป อันนี้ติดไวรัส Recycler แน่นอนแล้วครับ หรือในกรณีที่มีหลาย User ก็ลองสำรวจดูนะครับว่าถังไหนไม่ใช่หมายเลข SID ของ User ในเครื่องเรา มันคือไวรัสแน่นอนครับ ซึ่งภายในถัง SID ปลอมนั้นมันจะมีไฟล์ที่ชื่อ mmc32.exe หรือบางครั้งก็ชื่อ Info32.exe อยู่ ซึ่งเมื่อเราเข้าใจหลักการจัดการกับไฟล์ที่โดนลบตามที่อธิบายในขั้นต้นแล้ว เราก็จะสามารถรู้ได้ทันทีว่าไฟล์ที่อยู่ในถัง SID นั้น ไม่มีทางที่จะเก็บชื่อเต็มๆแบบนี้ ดังนั้นไฟล์ 2 ตัวนี้มีความผิดปกติ หรือพูดง่ายๆว่าเป็นไวรัสนั่นเองครับ

และในอีกกรณีหนึ่งซึ่งสังเกตุได้ก็คือ ในกรณีที่เราเลือกรูปแบบ Partition เป็นแบบ FAT32 มันจะไม่มี Folder Recycler ครับ แต่มันจะเป็น FolderRecycled ซึ่งเป็นรูปถังขยะเลย ดังนั้นถ้าเราสร้าง Partition เป็นแบบ FAT32 แล้วมี Folder Recycler โผล่ขึ้นมา มั่นใจได้เลยครับว่าไวรัสแน่นอน ซึ่งในกรณีนี้ผมขอหมายรวมถึง Thumb Drive ด้วยนะครับ เพราะตัว Thumb Drive ไม่ว่าจะเป็น Partition เป็นแบบไหนก็จะไม่มีการสร้าง Folder Recycler หรือแม้กระทั่ง FolderRecycled โดยเด็ดขาดครับ เพราะการลบไฟล์จาก Thumb Drive เป็นการลบแล้วลบเลย สังเกตุว่าจะไม่มีการถามว่าจะ Send to Recycle Bin หรือไม่ ต่างกับการลบไฟล์บน HD ครับ ดังนั้นถ้าใน Thumb Drive มี Folder Recycler หรือ FolderRecycled นั่นคือไวรัส 100% ครับ ฟันธง!

วิธีแก้

เพื่อน : นี่ๆ คุณรู้จักนายโฟล์เดอร์ Recycler หรือเปล่า
ผม : รู้จัก.....ทำไมหรือ
เพื่อน : แล้วนาย Recycler มันมีหน้าที่อะไรล่ะ
ผม : เวลาเราลบไฟล์หรือโฟร์เดอร์อะไรก็ตาม มันจะไปสิงสถิตย์ที่ถังขยะก่อนที่เราจะเอามันไปเททิ้งน่ะสิ
เพื่อน : ไหงถังขยะตัวนี้ต้องไปเข้าสิง Flash Drive ผมด้วย
ผม : สงสัยเทศบาลเอาไปวางไว้มั้ง
เพื่อน : เฮ้ยๆ อย่าเล่นมุข
ผม : เออๆ ผมบอกก็ได้......
เพื่อน : มันคืออะไรอ่ะ
ผม : วัยรุ่น
เพื่อน : ไวรัสต่างหาก
ผม : เหอๆ
เพื่อน : แสดงว่าเครื่องผมติดไวรัสไปแล้วใช่ป่ะ
ผม : อย่าบอกนะว่าคุณเข้า Flash Drive ผ่านทาง My Computer
เพื่อน : Yes
ผม : เอาแล้วไง...เดือดร้อนผมอีกแล้ว
เพื่อน : น่าๆ เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนสิวะ
ผม : ถ้างั้นเวลาแกมีแฟนเป็นของตัวเอง ก็เท่ากับว่าเป็นแฟนของผมใช่ป่ะ
เพื่อน : มั้ง........................ถ้างั้นเวลาคุณแต่งงานแล้ว เมียคุณก็ต้องเป็นของผมด้วยสิ
ผม : เออๆ ยอมคุณแหระ
เพื่อน : มันจะทำอะไรมิดีมิร้ายเครื่องหรือเปล่า
ผม : อย่างน้อยมันก็ย้ายเข้าไปนอนในฮาร์ดดิสก์คุณแล้วล่ะ
ผม : แล้วตอนนี้มันสร้างความเสียหายอะไรพีซีคุณหรือเปล่า
เพื่อน : ไม่รู้สิ...............แต่ว่าเครื่องมันรู้สึกอืดๆลง
ผม : มันลบอะไรไปหรือเปล่า
เพื่อน : ก็ไม่อ่ะนะ
ผม : มันก่อกวนอะไรหรือเปล่า
เพื่อน : เอ๊ะ! คุณจะถามวนไปวนมาทำไมฟะ ก็บอกแล้วว่าเครื่องรู้สึกอืดๆลง
ผม : เออๆ ลืมไป
เพื่อน : มีตัวฆ่าไวรัสโดยเฉพาะหรือเปล่าอ่ะ
ผม : Search หาในเน็ตแล้วไม่เจอว่ะ
เพื่อน : อ่าว............แล้วจะทำไงดี
ผม : ลบเอาเองสิฟะ ถามโง่ๆ
เพื่อน : ก็มีแต่คุณที่ฉลาดคนเดียวนั่นแหละ
ผม : ไม่ต้องชมหรอก ยังไงเสียผมก็ไม่มีค่าชมให้คุณหรอก
เพื่อน : แล้วจะฆ่ายังไงดีอ่ะ
ผม : ใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสสแกนหายัง
เพื่อน : ผมใช้ NOD32 สแกนตรวจสอบดูแล้ว แต่มันบอกว่าไม่เห็น
ผม : แสดงว่าคุณยังไม่อัพเดทฐานข้อมูลไวรัสน่ะสิ
เพื่อน : ก็อัพเดทพร้อมๆกับคุณเมื่อ 3 วันก่อนนั่นแหละ
เพื่อน : แล้วคุณเคยเจอไวรัสตัวนี้หรือยัง
ผม : เจอมาแล้วครั้งหนึ่ง
เพื่อน : แล้วไปติดมาจากไหน
ผม : ตอนเอา Flash Drive ไปเสียบที่โรงเรียนนั่นแหละ
เพื่อน : แล้ว NOD32 ที่บ้านคุณสแกนแล้วเจออ่ะเปล่า
ผม : ไม่เจอเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่โง่พอที่จะเข้า Flash Drive ผ่านทาง My Computer หรอก
เพื่อน : ไปสืบข้อมูลของไวรัสตัวนี้มาหรือยัง
ผม : สืบพันธุ์มาแล้ว
เพื่อน : สืบค้น!
ผม : สืบค้นก็สืบค้น
เพื่อน : มันบอกว่ายังไงบ้าง
ผม : ไปเจอในเว็บไซต์ของ Trend Micro มา
เพื่อน : มันบอกว่ายังไงบ้าง
ผม : มันบอกว่า ''แม้วซื้อหุ้นแมนฯซิตี้ได้แล้ว''
เพื่อน : รู้แล้วว่าทำไม ''ปลาแม้วตายเพราะปาก'' เพราะคุณพูดกวนตีนนี่แหละ
ผม : โอ่ๆ อย่าเครียดสิ
เพื่อน : ดีๆ
ผม : คือยังงี้ ไฟล์ที่ไวรัสใช้ในการแพร่กระจายคือ mmc32.exe ซึ่งจะอยู่ในโฟร์เดอร์ Recycler นั่นแหละ
เพื่อน : แล้วไงต่อ
ผม : เทคนิคที่มันใช้ในการหลบซ่อนตัวก็คือ UPX
เพื่อน : UPX มันคืออะไร เกี่ยวข้องกับไวรัสที่ลงในเครื่อง CTX หรือเปล่า
ผม : คนละอันกันแล้ว UPX ย่อมาจาก Ultimate Packer for eXecutables เป็นโปรแกรมของบริษัท Sourceforge ที่ใช้ทำการบีบอัดไฟล์พวก .exe หรือ .dll ให้มีขนาดลดลง ทำให้สามารถใช้งานโปรแกรมที่ถูกบีบอัดได้ในขณะที่การทำงานของโปรแกรมกลับไม่ ช้าลง ถึงช้าก็ช้าอยู่บ้าง
เพื่อน : การหลบซ่อนของไวรัสตัวนี้คล้ายๆกับการซุกหุ้นของเฮียแม้วใช่ป่ะ
ผม : ก็คงใช่
เพื่อน : UPX นี่ก็คล้ายๆกับระบบการบีบอัดแบบ Winzip ใช่ป่ะ
ผม : ประมาณนั้น
ผม : ข้อมูลต่อมาคือ ไฟล์ไวรัสมันเป็นไฟล์ประเภท PE
เพื่อน : PE คือ วิชาพละศึกษาใช่ปะ
ผม : คุณเล่นได้ฝืดมาก PE ย่อมาจาก Portable Executable ซึ่งน่าจะหมายถึง ''ไฟล์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานตัวเองได้''
เพื่อน : แล้วมันทำงานอัตโนมัติเมื่อเวลาเราเปิดเครื่องหรือเปล่า
ผม : มันก็แน่อยู่แล้ว เพราะเวลาคุณลบโฟล์เดอร์ Recycler ที่ Flash Drive ในเครื่องที่มีไวรัส มันก็จะสร้างตัวเองขึ้นมาตลอดเวลานั่นแหละ
เพื่อน : เขาเรียกว่า ''โปรแกรมที่ฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำ'' ใช่ป่ะ
ผม : Yes
เพื่อน : ประเภทของไวรัสคือ
ผม : Worm ไง
เพื่อน : คุณสมบัติของไวรัสมันคืออะไร
ผม : ก่อกวน
เพื่อน : แล้วมันไม่ทำลายข้อมูลอะไรหรือเปล่า
ผม : Nej
เพื่อน : อะไรคือ Nej
ผม : Nej เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า ''ไม่'' หรือ ''ปฏิเสธ'' ไง
เพื่อน : ไวรัสตัวนี้มันทำงานอยู่บน OS ตัวไหนบ้างวะ
ผม : Windows 98, ME, NT, 2000, XP, Server 2003
เพื่อน : ไฟล์ไวรัสมันอาศัยอยู่ตรงส่วนไหนบ้างอ่ะ
ผม : จากการสืบค้นมาแล้วก็มีประมาณดังนี้

- C:\\WINDOWS\\system32\\crss.exe
- C:\\WINDOWS\\system32\\crss.exebak
- C:\\WINDOWS\\system32\\dnscon70.dll
- C:\\WINDOWS\\system32\\mstcpcon20.dll
- C:\\WINDOWS\\system32\\netmanage.dll
- C:\\WINDOWS\\system32\\netused.dll
- C:\\WINDOWS\\system32\\SR1000R.DLL
- C:\\WINDOWS\\system32\\SR1000R.DLLbak
- C:\\WINDOWS\\Temp\\_ISTMPI.DIR\\autorun.inf
- C:\\WINDOWS\\Temp\\_ISTMPI.DIR\\template.tmp
- C:\\WINDOWS\\Temp\\Del37.tmp

เพื่อน : แล้วค่า Registry ที่มันเขียนขึ้นมาเพื่อสั่งการทำงานตัวเองคืออะไรบ้าง
ผม : มีอยู่ 2 ส่วนคือ

- HKEY_LOCAL_MACHINE\\SYSTEM\\CurrentControlSet\\Services\\Dnscon
- HKEY_LOCAL_MACHINE\\SYSTEM\\CurrentControlSet\\Services\\NetManager

เพื่อน : แสดงว่าถ้าเราจะฆ่าไวรัสนั้นเราต้องตามไปลบพวกไฟล์และค่าเหล่านี้ใช่ป่ะ
ผม : ถูกต้องนะคร้าบบบบบบบบบบบบบ!
ผม : แต่อย่าลืมว่าคุณต้องเข้าไปลบไวรัสใน Safe Mode นะเออ
เพื่อน : รับทราบ!
ผม : อย่าลืมทำการ Disable ในส่วนของ System Restore ด้วย เพราะ ไวรัสมันแฝงตัวกระจัดกระจายในนั้นด้วย
เพื่อน : Roger That!
ผม : อย่าลืมเข้าไป ''Folder Options'' แล้วเปิดการทำงานของ Hidden files and folder และไปปิด Hide protected operating system files ด้วย
เพื่อน : Yes Sir!
เพื่อน : แล้วไหน Flash Drive นั้นเราต้องลบไฟล์ไวรัสตัวไหนบ้าง
ผม : คุณก็ลบนาย Autorun.ini กับโฟร์เดอร์ Recycler นั่นแหละ
เพื่อน : ถ้าเกิดว่าไฟล์ไวรัสตามที่คุณบอกมานั้น เวลาหามันหาไม่เจอมันแปลว่าอะไรวะ
ผม : แสดงว่ามันไม่มีน่ะสิ เพราะ ช่วงแรกๆที่ไวรัสถูกปล่อยออกมานั้น พวกนักวิจัยไวรัสจ้าวต่างๆ ก็ค่อยๆศึกษาโครงสร้างและการทำงานของไวรัสกันทั้งนั้นแหละ ทำให้ข้อมูลในช่วงแรกๆอาจไม่เหมือนกันบ้าง
เพื่อน : สรุปว่ามีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวไหนบ้างที่สแกนเห็นไวรัสตัวนี้บ้าง
ผม : Kaspersky, McCafee, AntiVir, Pc-Cillin และ RemoveIT Pro
เพื่อน : แล้ว NOD32 ล่ะ
ผม : คงชาติหน้าตอนสายๆมั้ง กว่าจะเห็นไวรัสตัวนี้ได้
เพื่อน : ไวรัสตัวนี้เราจะเรียกชื่อมันว่าอะไรดี
ผม : คิดได้อยู่ 2 ชื่อคือ Recycler กับ MMC32 ว่ะ
เพื่อน : น่าสน
เพื่อน : แล้วคุณจะเขียนโปรแกรมฆ่าไวรัสโดยเฉพาะขึ้นมาบ้างหรือเปล่าวะ
ผม : ผมคงไม่ทำอ่ะนะ เพราะ ไม่ได้เก่งขนาดนั้น
เพื่อน : แล้วคุณมีวิธีไหนที่เด็ดๆบ้างในการป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าเครื่องพีซี โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัส
ผม: ก็ใช้ถุงยางอนามัยใส่เข้าไปไนหัวเสียบ Port ของพวก USB, RJ45 ไง
เพื่อน : ถ้างั้นผมก็จะเอาไปลองมั้งดีกว่า
ผม : ลองกับพีซีที่บ้านคุณหรือ
เพื่อน : เปล่าว่ะ............ลองกับคน หุๆ
ผม : ซะงั้น...

ที่มา : pramool.com และ www.dpu.ac.th




รายงานข่าวล่าสุด บล็อกของบริษัท Lookout Inc. ในสหรัฐฯ ประกาศเตือนผู้ใช้ให้ระวังไวรัส"โทรจัน"ทีเพิ่งมีการค้นพบชื่อว่า Geinimi ที่พุ่งเป้าไปยังแพลตฟอร์มโมบาย (สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต ฯลฯ) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยต้นกำเนิดของ Geinimi Trojan มาจากจีน และเป็นมัลแวร์ Android ที่มีการทำงานที่ซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่เคยพบ



รายงานจาก Lookout บริษัทผู้เชี่ยวระบบรักษาความปลอดภัยบนสมาร์ทโฟนระบุว่า Geinimi Trojan สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลบนสมาร์ทโฟน Android ของผู้ใช้รวมถึงการรันโค้ดอันตราย เพื่อให้อุปกรณ์ที่ติดมันเข้าไปถูกควบคุมได้โดยเซิร์ฟเวอร์ของผู้ไม่หวังดีได้อย่างสมบูรณ์ผ่านการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต แต่ประเด็นที่น่ากลัว และต้องเตือนผู้ใช้ก็คือ Geinimi Trojan Virus จะแฝงตัวอยู่ในแอพพลิเคชันที่มีการเปิดให้ดาวน์โหลดอยู่ตอนนี้โดยแอพสโตร์ในจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกมส์ อย่างเช่น Money Jump 2, President vs. Aliens, City Defense และ Baseball Superstars 2010

อย่างไรก็ดี ทาง Lookout ได้อัพเดตเดฟินิชั่นของไวรัสดังกล่าว เพื่อช่วยป้องกันผู้ใช้จากแอพพลิเคชันที่มาพร้อมกับไวรัสเหล่านี้แล้ว สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่บล็อกของ Lookout ทางที่ดีควรดาวน์โหลดแอพฯจาก Android Marketplace จะดีกว่า

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์




นอกจากในงานแถลงข่าวดังกล่าว สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) จะได้เปิดตัว iPod Nano แล้ว เขายังได้แนะนำ iPod Touch รุ่นที่ 4 ที่มีคุณสมบัติการทำงาน หรือสเป็กเทียบเท่า iPhone 4 แต่ยังใช้ body แบบเดิม และไม่มีฟังก์ชันของโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แล้วมันมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง? ราคาเป็นอย่างไร? ไปติดตามกันครับ



iPod Touch 4th จะมาพร้อมกับดีไซน์ตัวเครื่องที่บางลงกว่าเดิม หน้าจอสัมผัสที่แสดงผลได้ละเอียดกว่าเดิมด้วยเทคโนโลยี Retina Display ส่วนโพรเซสเซอร์ที่อยู่ในเครื่องจะเป็น Apple A4 ภายในมีเซ็นเซอร์ Gyroscope เพื่อให้ประสบการณ์ในการเล่นเกมส์ที่สนุกยิ่งขึ้น และกล้องด้านหน้าและหลัง สนับสนุนการใช้แอพพลิเคชัน FaceTime บนเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi ที่สาธยายมาทั้งหมดนี้นี่มัน iPhone 4 ชัดๆ เพียงแต่ใช้งานเป็นมือถือไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลปัญหา death grip หรือสัญญาณหดหายเวลาใช้งาน สนนราคารุ่น 8GB อยู่ที่ 229 เหรียญฯ หรือประมาณ 7,200 บาท รุ่น 32GB ขยับขึ้นเป็น 299 เหรียญฯ (ประมาณ 9,500 บาท) และรุ่น 64GB อยู่ที่ 399 เหรียญฯ (ประมาณ 12,500 บาท)

ข้อมูลจาก: gizmodo



ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์




ทันที BlackBerry PlayBook แท็บเล็ตของ RIM เปิดตัวต่อสาธารณชน แน่นอนว่า มันย่อมมีความเคลื่อนไหวทางด้านผู้นำอย่าง Apple โดยรายงานข่าวที่รั่วออกมาจากปากของนักวิเคราะห์ในตลาดระบุว่า iPad รุ่นใหม่จะมีดีไซน์ที่บาง และเบากว่าเดิม แถมยังเพิ่มพอร์ต mini USB และกล้องเข้าไปด้วย

Henry King และ Kevin Lu สองนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs กล่าวว่า Apple กำลังเตรียม iPad เวอร์ชันใหม่ที่คาดว่าจะมีการเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2011 โดย iPad เวอร์ชันนี้จะมาพร้อมกับกล้อง พอร์ต mini USB และมีดีไซน์ที่"บาง-เบา"กว่ารุ่นก่อนหน้านี้ โดยมี Hon Hai Precision Industy Co. เป็นบริษัทที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ผลิต iPad รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ทั้งสองกล่าวอีกด้วยว่า iPad รุ่นต่อไปจะยังคงมีหน้าจอขนาด 9.7 นิ้วเหมือนเดิม และยังไม่มีการตกลงว่าจะเป็น 7 นิ้วอย่างที่เป็นข่าวออกมาก่อนหน้านี้



แม้ Apple จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่มันมีความเป็นไปได้สูงที่ iPad รุ่นใหม่จะวางตลาดในช่วงกลางปี 2011 ทั้งนี้จากการตั้งข้อสังเกตรอบการออกผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างแน่นอนของ Apple อย่างเช่น iPhone จะออกใหม่ในทุกๆ ปีมาตั้งแต่ 2007 แล้ว ในขณะที่ iPod จะอัพเดตทุกๆ เดือนกันยายนของปี ดังนั้น กำหนดการเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ที่นักวิเคราะห์ทั้งสองกล่าวมานั้นจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้พอสมควร

ข้อมูลจาก: pcmag

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์




ไมโครซอฟท์ (Microsoft) มั่นใจว่า Internet Explorer 9 หรือ IE9 จะสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดบราวเซอร์คืนกลับมาจากคู่แข่งได้ หลังจากที่สถิติดาวน์โหลดซอฟต์แวร์บราวเซอร์ดังกล่าวทะลุ 2 ล้านภายใน 2 วันแรก (IE8 ได้แค่ 1.3 ล้านใน 5 วันแรก) นอกจากนี้ยังมีสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ที่เปิดให้ทดสอบสมรรถนะการทำงานของบ ราวเซอร์ที่น่าทึ่งมากๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ทางบริษํทได้เปิดเผยว่า เว็บไซต์ "Beauty of the Web" ที่จัดทำขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้ได้ทดลองประสิทธิภาพการทำงานของ IE9 โดยเฉพาะการสนับสนุน HTML5 และความเร็วในการแสดงผลจากการใช้ฮาร์ดแวร์เร่งกราฟิก มียอดผู้เข้าชมทั้งสิ้น 9 ล้านครั้ง และมีจำนวนเพจวิวสูงถึง 26 ล้านครั้งนับตั้งแต่ IE9 Beta เปิดตัวเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา (ส่วนเว็บไซต์ IE Test Drive ที่เปิดให้นักพัฒนาก่อนหน้านี้ มียอดเข้าชม 4 ล้านเพจวิวในช่วงเวลาเดียวกัน) นั่นแสดงให้เห็นถึงกระแสการตอบรับที่เกินคาดของ IE9



อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสร้างความประหลาดใจให้กับบริษัทด้วยเหมือนกัน เนื่องจาก IE9 Beta จะสามารถรันได้บน Windows Vista และ Windows 7 แต่ไม่ใช่ XP ซึ่งหมายความว่า ยอดการเติบโตของผู้ใช้จากนี้ไปอาจจะถูกจำกัดด้วยฐานผู้ใช้ก็ได้ เนื่องจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ประมาณการผู้ใช้ 74% ในธุรกิจยังคงใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP ดังนั้นหากผู้ใช้ XP ต้องการสัมผัสประสบการณ์ IE9 ทางเลือกเดียวที่จะทำได้คือ "อัพเกรด" เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหวังที่จะสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาจากคู่แข่งหลายๆ ราย อาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของ IE9 Beta เทียบกับ Firefox 4 รุ่นทดสอบล่าสุด ปรากฎว่า IE9 เร็วกว่า Firefox 4 อุ๊ปส์!!!

ข้อมูลจาก: msnbc

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์




เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้เปิดตัว Internet Explorer 9 Beta โดยมุ่งเน้นให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ในการใช้บราวเซอร์ที่น่าประทับใจมาก ยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็ว (จุดอ่อนของ IE ตั้งแต่อดีต) อินเตอร์เฟซการใช้งานที่ง่ายขึ้น และสนับสนุน HTML5 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีรายละเอียดต่างๆ ที่ผู้ใช้ต้องทราบเกี่ยวกับ IE9 ซึ่งได้มีการรวบรวมไว้แล้วดังนี้


IE9 มีการทำงานที่เร็วขึ้น ประเด็นแรกก็คือ IE9 มีการทำงานที่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุที่ผู้ใช้เปลี่ยนใจจาก IE ไปใช้ Google Chrome และ Opera ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือ IE7 และ IE8 ทำงานค่อนข้างช้า ทั้งการโหลดและเรนเดอร์หน้าเว็บ ซึ่งใน IE9 ไม่เพียงแต่จะปรับปรุงประสิทธิภาพความเร็วในการรัน JavaScript ให้ไล่กวดคู่แข่งได้อย่างกระชั้นชิดเท่านั้น แต่ยังเพิ่มคุณสมบัติเร่งความเร็วกราฟิกที่การทำงานในระดับฮาร์ดแวร์โดยตรง (Firefox 4 Beta และ Firefox 5 สนับสนุนคุณสมบัตินี้ด้วยเช่นกัน) อีกด้วย นั่นหมายความว่า ทั้งเบื้องหน้าและเบื่องหลังของการทำงานของ IE9 จะเร็วขึ้น จนผู้ใช้รู้สึกได้

ไม่สนับสนุนการทำงานบน Windows XP สำหรับผู้ใช้ที่รัน Windows XP (โอเอสเก่าแก่ที่มีอายุ 10 ปีแล้ว) ต้องเสียใจด้วยที่ระบบของคุณไม่เหมาะกับ IE9 เนื่องจากมันได้รับการพัฒนาให้ใช้ข้อได้เปรียบของการทำงานบนระบบปฏิบัติ การ Windows 7 และใช้ความสามารถของ DirectX รุ่นใหม่สำหรับการเร่งกราฟิกระดับฮาร์ดแวร์ (Graphic Hardware Acelleration) ที่มีอยู่ใน Windows Vista รวมถึงคุณสมบัติของ Aero Destop ซึ่งคุณสมบัติการทำงานเหล่านี้ไม่มีใน Windows XP ที่มีผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลก

ช่องเสิร์ชแยกต่างหากได้จากคุณไปแล้ว ใน IE9 ได้เดินตามรอยบราวเซอร์ Chrome กล่าวคือ มันได้รวมเอาช่องเสิร์ช (Search) ที่แยกต่างหากเข้ากับช่องป้อนแอดเดรส (Address box) เป็นช่องเดียวกันเรียบร้อยแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ช่องเดียวสามารถใช้ได้ทั้งป้อน Address ของเว็บไซต์ และคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นหานั่นเอง ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการ Search จาก Bing ไปเป็น Google ได้ที่ Internet Options แท็บ General ในเซคชั่น Search คลิกปุ่ม Settings


IE9 จะเป็น IE เวอร์ชันเดียวเท่านั้นในพีซีของคุณ? ความ หมายในที่นี้ก็คือ IE9 Beta จะไม่เหมือนกับ Platform Preview โดยเมื่อคุณติดตั้ง IE9 เข้าไปในเครื่อง มันจะไปทับ IE เวอร์ชันที่คุณใช้อยู่ตอนนี้ ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถรัน IE7 หรือ IE8 ควบคู่ไปกับ IE9 บนพีซีเครื่องเดียวกันได้นั่นเอง

ปักหมุด (pin) เว็บไซต์ลงบนทาสก์บาร์ (Taskbar) เหมือน"แอพพลิเคชัน" คุณ สมบตินี้จะใช้ได้กับ Windows 7 เท่านั้น (ลากมาวางบนทาสก์บาร์ได้เลย) ส่วนผู้ใช้ Windows Vista จะสามารถเพิ่มเว็บไซต์เข้าไปใน Start Menu เพื่อสั่งรันเหมือนแอพฯได้ โดยเมื่อ pin เว็บไซต์ลงไปบนทาสก์บาร์ ผู้ใช้จะสังเกตเห็นไอคอนของเว็บไซต์ปรากฎขึ้นมาทำให้สะดวกต่อการสังเกต และเรียกใช้งาน นอกจากนี้ในบางเว็บไซต์อย่างเช่น Facebook เมื่อคุณ pin บน taskbar แล้ว มันยังเชื่อมโยงการทำงานกับ Jumplist ด้วย นั่นหมายความว่า เมื่อคลิกขวาบนไอคอน คุณจะเห็นเมนูในการเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ของเว็บไซต์อย่างเช่น News, Messages, Friends และ Events


IE9 ดาวน์โหลดง่าย และปลอดภัยกว่าเดิมด้วย Download Manager ด้วย
คุณสมบัติใหม่นี้ นอกจากจะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยในการดาวน์โหลดเข้าไปอีกด้วย โดยเมื่อผู้ใช้ยอมรับที่จะดาวน์โหลดไฟล์ใดๆ ก็ตาม Download Manager ของ IE9 จะสแกน"มัลแวร์"ที่อาจจะแฝงตัวมากับไฟล์นั้นด้วยเทคโนโลยี "Reputation" ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ปลอดภัยจากเหล่าร้าย ผู้ใช้สามารถเปิด Download Manager ได้ด้วยการกด Ctrl+J (ชอร์ทคัตเดียวกันกับ Firefox และ Chrome)



Notifications เปลี่ยนไป
ระบบแจ้งเตือนอัพเดตต่างๆ แทนที่จะใช้แถบสีเหลืองโชว์ด้านบนของเว็บเพจ ซึ่งใน IE9 การแจ้งเตือนอย่างเช่น การดาวน์โหลด หรือการจดจำพาสเวิร์ด ข้อความจะแสดงขึ้นที่ด้านล่างของหน้าจอแทน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการศึกษาของไมโครซอฟท์ที่พบว่า โดยธรรมชาติของสายตาผู้ใช้มักจะมองลงที่ด้านล่างของหน้าเว็บ ซึ่งการย้ายไปเตือนที่ด้านล่างน่าจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกว่า



ปุ่ม Link หายไป
เพื่อ ลดความซับซ้อนของอินเตอร์เฟซ IE9 จะมีการลดแถบการใช้งานต่างๆ ที่อยู่ด้านบนลงไปที่ดีฟอลต์ อย่างเช่น แถบ Favorites แต่คุณสามารถเรียกม้นคืนกลับมาได้ โดยคลิกขวาบนเมนูแล้วเลือก Favorites Bar นอกจากนี้ ไซด์บาร์ของ Favorites/Feeds/History จะถูกย้ายไปอยู่ด้านขวาแทนจากเดิมที่อยู่ด้านซ้าย แต่คณสามารถย้ายมันกลับมาที่ด้านซ้ายได้ด้วยปุ่มลูกศร

ดึง"แท็บ"ออกมาเปิดเป็นหน้าต่างใหม่ได้
อันนี้เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติใหม่ใน IE9 ซึ่งมีอยู่ในคู่แข่งทุกรายไม่ว่าจะเป็น Firefox, Chrome, Safari และ Opera นอกจากนี้ tab ของ IE9 ยังใช้ข้อได้เปรียบของ Windows 7 อีกด้วย กล่าวคือ คุณสามารถลากแท็บออกมาด้านข้าง เพื่อให้แสดงหน้าต่างใหม่ครึ่งหนึ่งของหน้าจอได้ทันที


สนับสนุนเว็บไซต์ที่ใช้ HTML5 เว็บไซต์
ที่พัฒนาด้วยโค้ด HTML5 จะสามารถใช้งานกับ IE9 ได้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว นั่นหมายความว่า ผู้ใช้จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการใช้เว็บไซต์ที่เต็มไปด้วยลูกเล่นต่างๆ อย่างเช่น การสนับสนุน SVG และ Canvas ตลอดจน Video และ Audio บนเว็บไซต์สักที

หน้าแสดงแท็บใหม่ (new-tab page) เปลี่ยนไป
คุณสมบัติ นี้จะคล้ายกับ Chrome ที่แสดงเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าไปดูบ่อยในลักษณะของหน้าจอขนาด เล็ก (thumbnail) โดยใน IE9 นอกจากจะแสดงเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ยังเพิ่มแถบสีที่ยาวสั้นต่างกัน เพื่อให้ผู้ใช้เห็นได้ด้วยว่า คุณเข้าเว็บไซต์เหล่านี้บ่อยแค่ไหน และสามารถลบได้หากต้องการความเป็นส่วนตัว แถมยังสามารถเข้าถึงคุณสมบัติ InPrivate ได้จากหน้านี้



กล่าว โดยสรุป IE9 Beta มีพัฒนาการที่น่าพอใจพอสมควร แม้จะยังไม่ 100% แต่นี่มันยังไม่ใช่เวอร์ชันสมบูรณ์นะครับ เชื่อว่า วันที่ IE9 ตัวจริงออกมา เราคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการทำงานที่น่าสนใจกว่านี้อีกมากมาย

ข้อมูลจาก: guardian




ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

วันนี้ได้มีโอกาสเขียนเรื่อง iPad ที่ตัวเองใช้งานมาประมาณ 2 เดือนเศษ และก็ได้เห็นมาหลายเดือน จากที่เวลาใช้แล้วมักจะมีคนมาถามว่าดีไหม ทำอะไรได้บ้าง หรือ และก็เคยถึงขนาด นั่งใช้งานอยู่ในห้าง ก็มีคนมาถามว่า netbook นี้ราคาเท่าไร แป๋ว ซะงั้น หรือ Notebook นี้คืออะไร ก็เขียนมาให้ดูกัน ขอใช้คำว่า มันทำอะไรไม่ได้บ้างดีกว่า อิอิ

ผมเป็นคนนึงที่คิดว่าเห็น iPad เป็นรายต้นๆได้ เนื่องจากรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นคนชอบเทคโนโลยี่มาก พอออก เขาก็สอยเลย จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นมันก็รู้สึกว่า โห สวยดี ถือแล้วก็เล่นๆๆๆ แล้วก็รู้สึกว่ามันหนัก แล้วก็ไม่มีอะไรเลยว่ะ แต่เพราะส่วนตัวไม่ได้ใช้ iPhone ก็เลื่อนๆๆๆๆ หน้าจอแล้วก็ เออ ไงต่อว่ะ เพราะเราไม่ใช้ iPhone เลยไม่รู้ใน App ของมัน

พอไปถามรุ่นน้องที่อยู่ USA ที่ไปเรียน ป.โท ด้าน IT ที่นั้น เขาก็บอกว่าผมเล่นแล้วพี่ตั้งแต่วันแรก แล้วก็เอาไปคืน ผมก็งง โอ้ใน US สั่งมาแล้วคืนได้ด้วย มันก็บอกว่าเหมือน iPhone ตัวใหญ่พี่ ไม่มีประโยชน์ อ้าวซะงั้น 5555 ก็เลยเลิกสนใจมันไปพักนึง ด้วยค่าตัวมันในประเทศไทยตอนนั้น 4 หมื่นเลย ในการออกมาตอนต้นๆ

คราวนี้ก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวยุโรป ก็ไปฝรั่งเศษ ก็เลยว่า ไปทั้งที ซื้อมาสักตัวสองตัวล่ะกัน เพื่อนก็ฝากซื้อด้วย ไม่ใช้เอง ไปขายก็ได้ว่ะ พอได้ไปร้าน iStudio ที่ฝรั่งเศษ ทราบว่าเป็นเครื่อง Unlock คำนวณเงินไปมา เออ ไม่แพงเลยซื้อมาใช้ดีกว่า อิอิ ราคาตอนนั้นที่ไป ที่ร้านก่ะว่าซื้อ 32G 3G ราคา Euro699 แต่ทะลึ่งจริงๆ ไม่มี 32G มีแต่ 16G และก็ 64G เลย ในความที่เราก็เป็นคน IT ราคาก็ต่างกัน 200 Euro ก็คิดว่าอีกหน่อยมีลูก ก็ต้องมีหนังเยอะแฮะ งั้นก็ 64G เลยล่ะกัน 3G ด้วย ก็เลยโดยมาซะ 799 Euro แล้ว Refund TAX 12% ก็เหลือสัก 700 Euro นิดๆ ตอนนั้น euro อ่อนด้วยก็ 2 หมื่น 8 ได้ประมาณ ก็ ok สอยซะ

เนื่องจากชีวิตประจำวันของผม อยู่กับการ Online ด้วยงานที่ทำ ที่ต้องทำทุกอย่าง Online หมด ไม่ว่าจะเข้าเว็บไซต์ Remote Server Linux , Windows นี่คือกิจวัตรที่ผมทำ และได้ทดสอบแล้วว่า iPad ทำได้

พร่ามมามากล่ะ มาดู Spec มันกัน

ราคา iPad และรุ่น

iPad นั้นแบ่งออกมาเป็นทั้งหมด 2 รุ่นหลักๆคือ Wifi กับ Wifi 3G มีขนาด 3 ขนาดสำหรับทั้ง 2 รุ่นคือ 16G 32G 64G นี่คือราคา US ซึ่งราคา Euro ก็แพงกว่า แต่พอ Refund Tax แล้วก็พอๆกันไม่ต่างกัน

ตัวเครื่อง
เรื่องตัวเครื่องคงไม่ต้องพูดถึงกันมาก เพราะสินค้า Apple นั้นเสมือนแอปเปิ้ลกลางส่วนเอเดนที่ห้ามจับ ห้ามมอง ห้ามต้อง เพราะจะเหมือนต้องมนต์สะกด เรียกได้คำเดียวว่า เนียนจริงๆ แม้กระทั้งช่องใส่ SIM ยังแทบจะไม่เห็น ก็ขนาดก็ 9.7″ มองได้ถนัดตา มีปุ่มอยู่แค่ปุ่มเดียวตรงกลางเหมือน iPhone คือ Home มีปุ่ม Power ด้านบนไว้เปิดเครื่อง พร้อมกับ ปุ่มปรับเพิ่มเสียงด้านข้าง กับปุ่มสำหรับห้าม Rotate หน้าจอ
สำหรับจุดนึงที่ผมชอบคือ คุณสามารถ Cap หน้าจอ iPad ของคุณได้อย่างง่ายดายเพียงกด Power ค้างไว้แล้วกด Home ก็จะเป็นหน้าจอของเครื่องคุณ Save อยู่ใน Picture


Battary
สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้ Apple iPad ได้เปรียบกว่าคู่แข่งมากมาย เพราะด้วยแบตที่อยู่ได้นานขนาด 10 ชม. เราพบเพียงอุปกรณ์น้อยมากในตระกูล Pad ที่จะอยู่ได้ขนาดนี้ แต่ Galaxy Tab ก็ทำได้ดีขนาด 7 ชม. แต่ก็คงต้องดูการใช้งานจริงว่าทำได้จริงหรือไม่ สำหรับตัวนี้ ผมทดสอบแล้วว่า iPad อยู่ได้นาน 10 ชม จริงๆ เพราะผม Download Software ทิ้งไว้ผ่าน Wifi โดยใช้จนแบตหมดเลย จะกิน 10% สำหรับ 1 ชม อย่างชัดเจน ทำให้คุณเลิกพก Notebook ไปได้เลย เพราะประจำวันเล่นได้ทั้งวันจริงๆ

ใช้ Word/Excel/PowerPoint ได้ไหม ?
นี่เป็นคำถามที่ ทุกคนที่เจอผมต้องถาม บางคนถึงขนาดพูดว่า ถ้ามันใช้ได้นะ ผมซื้อเลย พอผมตอบว่าใช้ได้ ก็ถึงขนาด “งานเข้าล่ะที่นี่” มี Software จำนวนมากบนใน iPad ที่ทำให้คุณอ่าน เขียน แก้ไข File Microsoft Office ของคุณ ตัวอย่างเช่นที่ดังๆคือ Document to Go หรือ QuickOffice ที่ดังๆ แต่จากที่ได้ทดสอบ ภาษาไทยจะใช้งานกับ QuickOffice ได้ แต่สำหรับ Document to Go จะใช้งานไม่ได้ พอพิมพ์ไปได้ พอกลับไปดูอีกทีจะเป็น ???? ทั้งหมด แต่ Document to Go จะใช้ PowerPoint ได้ แต่ QuickOffice ใช้ PowerPoint ไม่ได้นะครับ
การสร้าง File ใหม่ก็สามารถเลือกได้ว่าจะเป็น Word / Excel 2003 หรือ 2007 ยังไม่มี 2010 นะครับ แต่ Office 2010 ก็ยังใช้นามสกุลเดียวกันกับ 2007 อยู่ครับ
สำหรับการใช้งาน Word นั้นก็ ถือว่า OK เพราะมันคือการพิมพ์งานเอกสารไม่มีอะไร แต่สำหรับ Excel นั้นก็สามารถใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ได้หมด เพียงแต่จะไม่สะดวกเท่าไร เพราะปกติเวลาเราทำสูตร เรามักจะพิมพ์ = แล้วเราก็เลือก cell ใช่ไหมครับ แต่ถ้าบน iPad พอเรากดที่ cell มันก็ย้าย cell ให้เราเลย ก็ถือว่าไม่สะดวก ต้องมาพิมพ์​ A5 B2 C3 อะไรพวกนี้เอง ก็เหนื่อยดี แต่ก็ถือว่าแก้ขัดได้


File งาน Google Docs ใช้งานได้ไหม?
ใช้งานได้แน่นอน โดยใช้ QuickOffice นี่แหละ ก็สามารถสั่งดูด File Google Docs มาได้เลย แก้ไขได้ด้วย แต่การแก้ไขไม่ค่อย Work เท่าไร มันมักจะบอกว่า Fail แต่จริงๆมันแก้ไปแล้ว และสีที่เราทำมามันก็จะไม่ดูดมาไม่ตรงสักทีเดียว แต่ก็พอถูไถดูไปได้ แก้ขัด


การโยน File ทำไง?
การโยน File เข้า iPad ทำได้ 3 ทางด้วยกัน คือ 1. โยนผ่าน iTune 2. โยนผ่าน Wifi โดยใช้ iFiles หรือโปรแกรมอ่าน Document ทั่วๆไป มักจะมี Service Wifi มาทางโปรแกรม มันก็จะให้ URL เรามาเข้าเช่น http://192.168.1.30:8080 เราก็เอา URL นี้ไปพิมพ์ที่คอมของเรา มันก็จะโผล่ Folder ตามโปรแกรมนั้นๆมีอยู่ ก็สั่ง Upload / Download ได้ตามสะดวก จะนามสกุลอะไรก็ได้ ถ้าเป็น VDO ก็แนะนำว่าถ้า MP3 ก็อ่านได้เลยแต่ถ้านามสกุลอื่นๆพวก VOB ของ DVD ก็ต้องใช้โปรแกรมอื่นอ่านมัน แต่ผมยังไม่เคยลองเอา DVD มาลง แต่ลงโปรแกรมอ่าน DVD ไว้แล้ว
วิธีสุดท้ายสำหรับ Hiso ทำกันก็คือซื้ออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ขายอยู่ พันกว่าบาท เป็นช่องเสียบที่เดียวกับที่ Charge แล้วก้นของมันเป็น USB อันนึง อีกอันมาเป็น Pack คู่เป็น SDCard ก็จะใส่อะไรก็ใส่ไปเลยตามสบาย แต่ข้อควรระหว่าง ใส่ได้แต่ ThumbDrive นะครับ External Disk ไม่ได้นะ เพราะไฟไม่พอ และสำคัญจะได้สมบูรณ์ที่ไม่ใช่ภาพ เครื่องต้อง Jailbreak แล้วเท่านั้น

Download File จากเน็ตได้ไหม?
ได้แน่นอน เราสามารถใช้โปรแกรม iDownload สั่ง Download File ที่เราต้องการจาก Internet พอเราจะเปิดมันก็จะไปหาโปรแกรมต่างๆในเครื่องเราที่อ่าน File นั้นได้มาเปิดนั้นเอง

PDF อ่านได้ไหม?
อันนี้สบายมาก โปรแกรมที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมดอ่าน PDF ได้ ทั้ง QuickOffice , PDF Reader , ReaddleDocs มีเยอะมากที่อ่าน PDF ได้ บางโปรแกรมสร้างได้ด้วยอีกต่างหาก

ต่อออก Projector ได้ไหม
อันนี้ก็สบายมาก แต่เสียตังค์ เพราะต้องซื้อ Port เพิ่ม คือสายแบบ Transfer File นั้นแหละ เสียบก้นแล้วจะออกมาเป็น VGA Port แล้วก็เสียบต่อได้เลย แต่โปรแกรมที่ใช้ต้องรองรับด้วยนะครับ ส่วนใหญ่ก็มักต่อกับ Keynote นั้นเอง

ตัดต่อภาพก็ยังได้
อันนี้เป็นสิ่งที่ผมชอบมากในการใช้เขียนบทความ เพราะเราสามารถตัดต่อภาพเล็กๆน้อยได้ ผ่าน Photoshop Express ซึ่งจะทำง่ายๆ เช่น เบล่อภาพ Crop ภาพ หรือ Rotate ภาพ อะไรง่ายๆ แต่ก็มีประโยชน์มากจริงๆ

Remote PC ได้ง่ายดาย
สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมก็ใช้คือ เราตั้ง PC เราเปิดทิ้งไว้ที่ Office แล้วเปิด Teamviewer ไว้ เราสามารถเอา iPad เราไปสั่งงานเครื่อง PC ของเราได้ อิอิ แต่ดูด File นั้นผมยังไม่เคยใช้ Teamviewer for iPad Version เต็มเลย เพราะมันแพงมาก ระดับร้อยกว่าเหรียญเลย เลยไม่แน่ใจว่ามันดึง File มาได้ด้วยไหม
หรือถ้าคุณมี VitualPC ที่มี IP เฉพาะเจาะจง ก็ใช้ RDP Remote เข้าไปทำงานได้เลย ผมใช้อยู่สุดยอดมากๆ

Program Chat มีไหม
ไม่ต้องพูดถึงโปรแกรม Chat เพียบ แต่ตัวที่ผมใช้คือ IM+ เป็นตัวที่ทำให้คุณ Online Chat ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะ MSN ,Yahoo ,AOL มากมาย โดยเฉพาะ Facebook Chat อิอิ ที่ผมชอบมาก เพราะมัน Online เฉพาะ Facebook Chat ได้

ข้อเสียของ iPad คือ
1. Software ส่วนใหญ่ที่ดีๆ จะเสียตังค์ ของฟรี จะมีแบบ Limit คือใช้ได้จำกัด แต่แก้ไขด้วยการ Jailbreak ซะ
2. ภาษาไทยไม่ดี สำหรับคนที่ไม่ได้ Jailbreak แต่ดีสมบูรณ์ 99% สำหรับคนที่ Jailbreak แล้ว
3. ไม่มีระบบ Folder ดังนั้น ถ้าคุณใช้โปรแกรมอ่าน Document ต้องเลือกสักโปรแกรม ไม่งั้น File เดียวของคุณจะอยู่บนทุกโปรแกรม เพราะแต่ละโปรแกรมมีระบบ File ของตัวเอง
4. หน้าจอใสปิ้ง สวยสด แต่ก็ทำให้ยากในการดูบนที่ที่มีแดด หรืออ่านหนังสือในที่ที่มีแดด ก็อาจจะไม่สบายตาเท่าไร
5. ทำงานแบบ single task ทำให้เวลาออกจากโปรแกรมใดที่ทำงานอยู่เพื่อไปเปิดอีกโปรแกรม ก็จะปิดตัวเอง แต่ปัญหานี้หายไปใน พฤศจิกายนเมื่อ iOS 4.2 สำหรับ iPad ออกมา เย้ เย้
6. จัด Folder ไม่ได้ ทำให้เวลามีโปรแกรมเยอะต้องจัดหน้าดีๆ มีหลายหน้า การโยกโปรแกรมก็โยกได้ทีละโปรแกรม ทำให้เหนื่อยในการจัดนิดนึง แต่ปัญหานี้หายไปในพฤศจิกายน iOS 4.2 สร้าง Folder ได้และย้ายได้ทีละหลาย Program
7. งาน Print ยังทำไม่ได้ แต่ก็นั้นแหละหายไปใน iOS 4.2 จะทำให้ Print ได้ผ่าน Network Printer โดยเลือก Printer ได้หลายตัวด้วย ถ้าเรามีเยอะๆ
8. มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง เพราะมัวแต่ติด iPad อิอิ อันนี้ขำๆนะครับ

ก็ขอจบ Review ไว้แค่นี้ก่อน แล้วจะมา Review App แบบเจาะลึกแต่ละตัวมาให้ดูว่าแต่ละ App นั้นมีอะไรบ้างที่เด็ดๆ และใช้ได้จริงในงาน ในชีวิตส่วนตัว

ที่มา : 7boot







เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ศาลปกครองได้มีความเห็นสั่งระงับการประมูล 3G ของ กทช ส่งผลให้การประมูลถูกระงับ ด้าน ดร. นทีชี้ หากยื่นอุทธรณ์แล้ว สามารถเดินหน้าต่อได้



เย็นวันนี้ (16 กันยายน) ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ กทช ระงับการประมูล 3G ส่งผลให้การประมูล 3G ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 20 นี้ที่เอวาซอนหัวหิน มีอันสะดุดไป โดยทางศาลปกครองกลาง มีความเห็นว่า กทช ไม่มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ โดยต้องรอ กสทช เป็นผู้จัดสรรคลื่นความถี่

ทางด้าน ดร. นที ศุกกลรัตน์ กรรมการ กทช และประธานดำเนินงานการประมูล 3G เปิดเผยว่า ทาง กทช จะทำการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในเช้าวันที่ 17 กันยายนนี้ โดย กทช จะรอคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในการชี้ขาด ซึ่งระหว่างนี้ กทช จะดำเนินการประมูล 3G จนกว่าคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดจะตัดสิน นั้นหมายถึง หากถึงวันที่ 20 กันยายน เวลา 9.00 น. หากศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคำสั่งออกมา จะมีการประมูลทันที และหากมีคำสั่งศาลออกมาหลังจากการประมูลแล้ว ก็จะดำเนินการประมูลต่อไป แล้วค่อยไปว่ากันทีหลัง

โดย: shyboy






การใช้คีย์ลัดบนแป้นคีย์บอร์ดของเรา
เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำงานต่างๆของเราได้มาก
แต่ในบางกรณี ความสะดวกสบายเหล่านี้กลับต้องแลกมาด้วยความไม่ปลอดภัยเอาซะเลย

เพราะฉะนั้นผมขอแนะนำทุกๆท่านว่า อย่าใช้การ Copy & Paste กับข้อมูลที่มีความสำคัญ
เช่น หมายเลขบัตรเครดิต etc. เพราะการใช้ Ctrl+C หรือ Copy จะมีการเก็บค่าไว้ใน Clipboard ของ Windows
ซึ่งสามารถถูกอ่านผ่าน Web site ได้ด้วย Javascript + ASP

ลอง copy text อะไรก็ได้บนเครื่องแล้วเปิด URL ต่อไปนี้ดู

http://www.friendlycanadian.com/appl.../clipboard.htm

หากเว็บนี้แสดงข้อความบนคลิปบอร์ดที่เราก๊อปปี้ไว้ แสดงว่าคุณยังไม่ได้ป้องกันครับ

วิธีการป้องกันง่ายๆ คือ

1. เปิด Internet Explorer ขึ้นมา, ไปยังเมนู Tools -> Internet Options -> Security
2. Click ที่ปุ่ม Custom Level
3. เปิดไปที่ Tab ที่ชื่อว่า security แล้วตั้งค่าโดยกดปุ่ม Custom Level..., แล้วหาคำว่า “Allow Paste Operations via Script.” จากนั้นเลือกที่ Disable เพื่อป้องกันการถูกล้วงข้อมูลจากคลิปบอร์ดของท่าน

(เปิดเว็บนั้นๆ ด้วย FireFox และ Opera ไม่พบปัญหาดังกล่าวนะครับ แต่ IE โดนแน่ๆ ป้องกันไว้ดีกว่าต้องมาน้ำตาตกทีหลังนะครับ)

ปล. ใครทราบแล้วต้องขออภัยด้วยครับ ไม่แน่ใจว่าข้อมูลนี้ใหม่หรือเก่า แต่ผมเพิ่งทราบนะครับเลยเอามาเล่าสู่กันฟังครับ



From www.Bevernetwork.com



ในปัจจุบัน นอกจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะต้องพบกับปัญหาสแปมเมล์ หรืออีเมล์ขยะ ที่แฝงตัวเข้ามาในอีเมล์ส่วนตัวโดยที่เราไม่รู้จักผู้ส่งมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอีเมล์เชิญชวนซื้อสินค้า หรือแนะนำให้เข้าร่วมทำธุรกิจออนไลน์ที่สร้างความรำคาณไม่น้อยให้กับผู้ใช้ งาน ล่าสุดสแปมเหล่านี้ยังเริ่มคืบคลานเข้าสู่กระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างเฟสบุ๊ก ซึ่งจะมาในรูปแบบของการเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม

ยกตัวอย่างเช่น “รับทีมโปรโมต web site Magazine Online” “อยากมีตังเยอะๆ อยากไปช็อปปิ้ง” หรือ “รู้ไหมว่าสุขภาพที่ดี ส่งผลกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น!!” เพื่อให้สมาชิกกดตอบตกลงเข้าร่วมกิจกรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สแปมดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นบนเฟสบุ๊ก แม้ว่าเว็บไซด์เครือข่ายสังคมจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมใช้ในการแสดงตัวตน ให้บุคคลอื่นรับรู้

นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังในเชียงใหม่รายหนึ่งพูดถึงปัญหาสแปมบน เฟสบุ๊กว่า ทุกครั้งที่เข้ามาในเฟสบุ๊กจะเห็นว่ามีกิจกรรมเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เรายังไม่เคยไปตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมจากที่ไหน แต่มันเป็นการเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรม

“แต่ละวันจะเข้ามาประมาณ 3-4ครั้ง แม้ว่าเราจะกดไม่เข้าร่วมกิจกรรม มันก็ยังส่งมาอีก แต่เปลี่ยนชื่อคนส่งแทน”

จากปัญหาสแปมที่เริ่มเข้ามาระบาดบนเฟสบุ๊กได้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้มีสมาชิกเว็บบอร์ดพันธุ์ทิพย์ ดอทคอม ห้องเฉลิมไทย ที่ใช้ชื่อล็อกอินว่า "แพนิดา" ออกมาตั้งกระทู้เตือนภัยสแปมดังกล่าว โดยพาดหัวว่า "ฝากเตือน ธุรกิจอาหารเสริม HBL ที่มาในรูปแบบ JUMP magazine online"

ภายในกระทู้ดังกล่าวพูดถึงปัญหานี้ว่า "เราเป็นคนหนึ่งที่เคยโดนนิตยสาร JUMP Magazine online ติดแท๊กรูปของนิตยสารบนเฟสบุ๊ก ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงกรอกข้อมูลลงไป หลังจากนั้นก็มีผู้หญิงโทรมาหา คุยสักพักก็บอกว่าโทรมาจากบริษัท Global Adverting ซึ่งเราจำได้ว่าเป็นธุรกิจของยาลดน้ำหนักยี่ห้อ Herbalife"

"เจ้าหน้าที่พยายาม จะบอกเราว่า บริษัทรับทำแม๊กกาซีน ออนไลน์ โดยเรียกให้เราไปอบรมวิธีการโฆษณาผ่านแม๊กกาซีน ออนไลน์ ที่ตึกเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ถ.สาธร แต่จริงๆ แล้วเป็นการเรียกไปอบรมเพื่อให้รู้ว่า ถ้าทำเฮอร์บาไลฟ์ แล้วจะได้เงินเยอะแค่ไหน"

เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ เพียงแต่ปัจจุบันด้วยกระแสความร้อนแรงของเฟสบุ๊ก จึงทำให้มิจฉาชีพเหล่านี้ เริ่มมองเห็นช่องทางใหม่ในการทำตลาดธุรกิจขายตรง หรือเอ็มแอลเอ็ม เหมือนที่หลายๆ ธุรกิจทำ การแก้ ปัญหาเบื้องต้นที่ผู้บริโภคพอทำได้ในขณะนี้คือการหลีกเลี่ยงการกดตอบรับ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม หรือกรอกข้อมูลส่วนตัว อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ลงไป เพื่อป้องกันการถูกคุกคามทางโทรศัพท์ หรือการรายงานกิจกรรมดังกล่าวไปยังผู้ดูแลระบบ โดยกดด้านล่างสุดของหน้าเว็บเพจ จากนั้นเลือกเหตุผลในการร้องเรียน

ตัวแทนจากสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า ถ้าผู้บริโภคมั่นใจว่าสแปมที่เข้ามาในเฟสบุ๊กมาจากบริษัทเดียวกัน สามารถรวมตัวกันเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว เพื่อเป็นการปลุกแสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นถึงความเดือดร้อนที่ได้รับ และเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ทันท่วงที

Company Related Link : Facebook





มีรูปแบบในการเชิญชวนที่แตกต่างกันออกไป



ผู้ใช้งานเฟสบุ๊กจะได้รับสแปมเหล่านี้ไม่ซ้ำแต่ละวัน แม้จะกดไม่เข้าร่วมกิจกรรมไปแล้วก็ตาม



"JUMP Magazine online" เป็นหนึ่งในสแปมที่ถูกส่งเข้ามาบ่อยที่สุด



รายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรม ที่มีการระบุถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วม



กระทู้เตือนภัยที่ที่ได้รับความเดือดร้อนออกมาตั้งบนเว็บไซต์พันธ์ทิพย์ ดอทคอม



วิธีการแก้ไขในเบื้องต้นคือการแจ้งไปยังผู้ดูแลระบบเพื่อรับทราบ

แหล่งข้อมูล



สังคมเครือข่ายออนไลน์อย่าง Facebook ปัจจุบันนั้นผลักดันตัวเองจนมีบทบาทในชีวิตของมนุษย์ไซเบอร์ นับว่าถ้าใครยังไม่มีถือว่าเชย..

สำหรับ เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้ย่นย่อโลกทั้งใบมาไว้เพียงแค่ปลายนิ้วมือ รวมทั้งโลกส่วนตัวของแต่ละคนที่ดูเหมือนจะกลายเป็นกระแส ‘เรื่องส่วนตัวในโลกสาธารณะ' ที่ทุกอย่างจะถูกนำมาแชร์กันผ่านFacebook กันอย่างหมดเปลือกมากขึ้น ความเป็นบุคคลสาธารณะ แม้จะไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์หรือเซเลบริตี้ ชื่อดัง กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วสำหรับสังคมโลกไซเบอร์ยุคนี้ ถ้าอย่างนั้นคุณพร้อมหรือยังที่จะเจอ เรื่องสุดเซอร์ไพรส์ในชีวิต ที่เกิดจากผลพวงของสังคมเครือข่ายออนไลน์บน Facebook เหมือนคนเหล่านี้

1.สาวเหวอ! ถูกขโมยรูปที่โพสต์บน Facebook

1..2..3.. ยิ้มหน่อย!! นาทีแห่งความสุขของครอบครัวมิสซูรี่ (Missouri) ที่โพสต์รูปถ่ายของพวกเขาไว้ตอนช่วงคริสต์มาสเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำที่ดี ที่ครอบครัวนี้ต้องการแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ของเขาบน Facebook ได้เห็น แต่มันไม่ได้อยู่แค่เพียงหน้าส่วนตัวบน Facebook ของพวกเขาเท่านั้น หากแต่ภาพแห่ง ความสุขของครอบครัวไีด้โชว์หราบนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ที่ร้านขายอาหารแห่ง หนึ่งในกรุงปราก รูปถ่ายนี้ของพวกเขาได้กลายมาเป็นภาพโฆษณาที่ไม่ได้มีการขออนุญาตจากเจ้าของ ภาพเลยแม้แต่น้อย เจ้าของร้านค้าแห่งนี้ มาริโอ เบอร์ทุกซิโอ บอกว่า เขาได้นำภาพนี้มาจากอินเตอร์เน็ต และเขาก็ไม่รู้เลยว่ามันเป็นภาพของครอบครัวที่มีอยู่จริงๆ

2.ชวดเงินหลายล้านบาท เพราะภาพบนชายหาดภาพเดียว

นา ตาลี แบรนชาร์ด เป็นสาว Facebook ที่โชคร้ายที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ เพราะบริษัทประกันที่เธอเป็นลูกค้าอยู่ปฏิเสธที่จะให้เงินค่าประกันรายเดือน ที่เคยให้เธอตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เนื่องจากเธอเป็นโรคซึมเศร้า ทำให้เธอต้องออกจากงานที่บริษัทไอบีเอ็มที่โบรมองต์ ทั้งนี้เป็นเพราะทางบริษัทประกันพบว่า นาตาลีได้โพสต์รูปถ่ายขณะที่เธอกำลังสนุกสนานอยู่บนชายหาดแห่งหนึ่ง และกำลังเริงร่าอยู่ในปาร์ตี้วันเกิดของเธอเองอย่างมีความสุข ดังนั้นบริษัทประกันก็เลยคาดว่า เธอหายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วจึงงดการจ่ายเงินประกันและสิทธิที่เธอควรจะ ได้รับขณะป่วย งานนี้ไม่รู้ว่านาตาลีจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหนักกว่าเดิมอีกหรือเปล่า

3.เจ้าบ่าวอัพเดทหน้า Facebook ขณะกำลังทำพิธี

" เจ้าบ่าวจะรับเจ้าสาวเป็นภรรยาตลอดชีวิตหรือไม่" ขณะที่บาทหลวงกำลังถามคำถามสำคัญที่สุดในชีวิตกับคนที่เป็นเจ้าบ่าวในงาน แต่งงาน ขณะที่เจ้าบ่าวคือ นายดานา ฮันน่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ได้ใช้มือถือของเขาพิมพ์อัพเดทสถานภาพของตัวเองบน Facebook และ Twitter อยู่อย่างขะมักเขม้น ข่าวไม่ได้บอกว่า งานนี้เจ้าสาวของเขามีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ดูแล้วน่าจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการแต่งงานที่ค่อนข้างอึมครึมซะแล้ว

4.ภรรยาถูกสามีประกาศเลิกผ่านทาง Facebook

การ บอกเลิกกันเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเอาการสำหรับคู่สามีภรรยาที่อยู่กิน กันมานาน แต่การบอกเลิกผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้นดูจะเป็นการกระทำที่เกินไปสักหน่อย เอ็มม่า แบรดดีย์ หญิงสาววัย 35 ปี ช็อก เมื่อเธอได้เห็นสามีโพสต์บนอินเตอร์เน็ตว่า ‘เนล แบรดลีย์ ได้จบชีวิตแต่งงานกับ เอ็มม่า แบรดลีย์ แล้ว' เอ็มม่าบอกว่า เธอไม่รู้จริงๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ จนกระทั่งเพื่อนซี้ของเธอที่อยู่ในเดนมาร์กโทรมาเช็กว่าเธอโอเคอยู่หรือ เปล่า หลังจากเพื่อนของเธอเห็นโพสต์นี้ก่อนเธอ อดีตสามีตัวดีคือ เนล แบรดลีย์ที่ขณะนี้กำลังอาศัยอยู่กับแม่ของเขาได้โพสต์เพิ่มเติมว่า ‘ในที่สุดผมก็สิ้นสุดกับเธอซะที'

5. 1 ในล้าน หนุ่มสาวชื่อ-นามสกุลเดียวกัน แต่งงานกันเพราะ Facebook

อะไร มันช่างบังเอิญอย่างนั้นสำหรับคู่รักคู่นี้ มันคงไม่ใช่เรื่องประหลาดสำหรับรักแรกพบบนออนไลน์ ถ้าพวกเขาไม่ได้มีชื่อและนามสกุลเหมือนกันเด๊ะ! ฝ่ายชายชื่อเคลลี่ ฮิลแบรนดท์ พบสาวสุดน่ารักจากฟลอริดาชื่อ เคลลี่ ฮิลแบรนดท์ และพวกเขาทั้งคู่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานด้วยกัน คู่รักบุพเพคู่นี้พบกันได้เมื่อเคลลี่ฝ่ายหญิง เกิดนึกสงสัยว่า จะมีใครชื่อเดียวกันกับเจ้าหล่อนบ้างบน Facebook ก็เลยเซิร์ชหาคนที่มีชื่อนี้ปรากฏว่า ชื่อของเคลลี่ฝ่ายชายก็ปรากฏขึ้นเป็นชื่อเดียว พร้อมรูปภาพที่ไม่ได้ใส่เสื้อของเคลลี่ชายที่โพสต์ไว้ เธอก็เลยคิด ‘โอ้ เขาน่ารักดีนะ' แล้วเธอก็เลยเกิดอยากจะเซย์ไฮนิยายรักออนไลน์ของหนุ่มสาวคู่นี้ก็เริ่มขึ้น อีก 8 เดือนต่อมาจนกระทั่งแฮปปี้เอ็นดิ่งในที่สุด

6.เด็กหญิงวัย 13 มีเซ็กซ์กับผู้ชายแปลกหน้าที่พบบน Facebook และซ่อนเขาไว้ในตู้เสื้อผ้า

เกิด อาการช็อกซีนีม่าขึ้น สำหรับคุณแม่ของเด็กสาววัย 13 เมื่อคนเป็นแม่เปิดประตูตู้เสื้อผ้าของลูกสาว แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลายเป็นเด็กผู้ชายอายุ 19 ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้านั่นเอง ลูกสาววัยรุ่นยอมรับว่า เธอได้มีเซ็กซ์กับผู้ชายคนนี้หลังจากที่พบกับเขาบน Facebook และซ่อนเขาไว้ในตู้เสื้อผ้าเป็นเวลา 2 วัน คุณแม่ของเด็กสาวแจ้งความกับตำรวจทันที ผลก็คือ เฟสบุ๊ค โรมิโอ ก็ได้ถูกขังคุกโทษฐานกระทำชำเราผู้เยาว์นั่นเอง


พลังแห่ง Faithbook!

เดี๋ยว นี้ใครไม่ใช้บริการ Facebook ถือเป็นคนที่เชยสุดๆ ในสายตาของนักท่องเน็ตเพราะปัจจุบันทั้งกลุ่มบรรดาเพื่อนๆ และสมาชิกครอบครัวได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนสิ่งที่พวกเขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรือเว็บไซต์ ผ่าน Facebook มากขึ้น
ขนาดที่ ว่าหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโก ครอนิเคิล รายงานว่า บริษัทคอนฟิท อิงค์ซึ่งเป็นบริษัทประเมินด้านเว็บไซต์ระบุว่า การเข้าไปใช้บริการ Facebook กลายเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้ชั้นนำเหมือนเว็บท่าหลัก อย่าง Yahoo และ MSNมากทีเดียว ตัวเลขที่ทางคอมพีท อิงค์จัดเก็บเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า 15%ของการเข้าไปใช้บริการเว็บท่าสำคัญ เช่น Yahoo, MSN และ AOL มาจากผู้ใช้บริการเครือข่ายสังคม Facebook 13% อันดับสองคือ Ebay 7.61% อันดับสาม Google 7%และ My Space 2% นอกจากนี้ ตัวเลขจากผลสำรวจของ Pew Research Centerบ่งชี้ให้เห็นว่าความนิยมในบล็อกเริ่มลดลงในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งหันมาใช้บริการเครือข่ายชุมชนออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊คแทน จึงไม่น่าแปลกใจที่วัยรุ่นถึง 73% หรือ 1 ในทุก3 คน รวมทั้ง 72% ของคนวัยหนุ่มสาวใช้บริการของเครือข่ายชุมชนออนไลน์อย่างเฟซบุ๊คและมายสเปซ (MySpace) แต่เมื่อแก่ตัวลง อายุมากขึ้น คนเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะใช้บริการเครือข่ายชุมชนออนไลน์ลดลง โดยเมื่อปี 2009 ผู้ใหญ่วัย 30 ปีขึ้นไปจำนวน 40% ใช้บริการชุมชนออนไลน์กรณีศึกษา

* พอ ล่า ถูกหนึ่งในเพื่อนที่อยู่ในลิสตบ์ Facebook ฉกรูปที่ พอลลา่ถ่ายไว้กับเพื่อนชายของเธอ และเธอนำมาโพสต์ไว้ในเน็ต จนกระทั่งเป็นข่าวดังครึกโครม พร้อมเสียงวิจารณ์ต่างๆ นานา พอลล่าบอกว่าจริง ๆ แล้วในเป็นรูปที่โพสไว้บนหน้า Facebook ของเธอที่มีเฉพาะคนที่เป็นเพื่อนที่อยู่ในลิสต์เท่านั้นที่จะเห็น ครั้งหน้าเธออาจต้องซีเรียสกับการจะ add ใครสักคนเป็นเพื่อนในลิสต์เธอมากขึ้นเสียแล้ว


* ใน ต่างประเทศ มีเรื่องร้องเรียนจากบรรดาญาติของครอบครัวที่ถูกคนร้ายฆาตกรรมเรื่องมีอยู่ ว่า เหล่าบรรดานักโทษที่ถูกคุมขังโทษฐานฆ่าคนตายนั้น ได้ใช้ Facebook เป็นเครื่องมือข่มขู่ญาติของผู้ตายเหล่านั้นว่า พวกเขากำลังรอที่จะพ้นโทษออกจากคุกและกลับไปแก้แค้นบรรดาญาติ ซึ่งทำให้บรรดาญาติของเหยื่อเกิดความหวาดกลัว จึงร้อวเรียนไปยังตำรวจและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ประสานกับผู้ บริหารของ Facebookในการถอดหน้า Facebook ของนักโทษเหล่านั้นออกจากระบบ

ที่มา: womanplus


บริษัทสำรวจตลาดที่ได้รับความเชื่อถือค่อนข้างสูงในบ้านเราอย่าง
The Nielsen Company ได้นำเสนอตัวเลขของบริษัทว่า
ไตรมาสที่สองของปี 2010 เป็นไตรมาสที่ยอดขาย Android แซงหน้า iPhone ไปได้
โดย Android ครองตลาด 27% ขณะที่ iPhone ครองตลาด 23%

เมื่อต้นปีทาง NPD Group เคยสำรวจแบบเดียวกัน
แล้วรายงานว่า Android นั้นแซงหน้า iPhone ไปตั้งแต่ไตรมาสแรก
ขณะที่ตัวเลขของทาง Nielsen นั้นรายงานว่า
ไตรมาสแรกของปีนี้ Android ยังครองตลาดเพียง 17% และ iPhone ยังครองตลาดอยู่ 27%
น่าสนใจว่าหลังการเปิดตัว iPhone 4 มาส่วนแบ่งของ iPhone กลับลดลงเรื่อยๆ ตามรายงานของ Nielsen

ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่สำคัญคือรายงานสำรวจโทรศัพท์ที่จะซื้อเครื่องต่อไป
ที่เคยมีการรายงานจากตัวเลขของ Yankee Group ว่า
ผู้ใช้ iPhone ถึง 77% คิดจะซื้อ iPhone เป็นเครื่องต่อไป แต่ไม่มีตัวเลขของผู้ใช้ Android
ในรายงานฉบับนี้ของ Nielsen ระบุว่าผู้ใช้ iPhone ถึง 89% คิดจะใช้ iPhone เป็นเครื่องต่อไป
ส่วนผู้ใช้ Android นั้นมี 71% ที่คิดจะใช้ Android เป็นเครื่องต่อไป
ที่อาการย่ำแย่จริงๆ คือ Blackberry ที่มีเพียง 42% จะใช้เป็นเครื่องต่อไป



ที่มา : thaiandroidphone


รายงานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ตัวอย่างซอฟต์แวร์ชำระเงินบนสมาร์ทโฟน Android ซึ่งคาดกันว่ากำลังจะถูกพ่วงในแอนดรอยด์โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องดาวน์โหลดเอง(Bloomberg) ระบุว่าบริการชำระเงินออนไลน์ชื่อดังอย่าง PayPal กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับกูเกิล เพื่อให้ระบบ Paypal ไม่ได้เป็นแอปพลิเคชันบริการชำระเงินออนไลน์สำหรับอุปกรณ์ที่มาพร้อมระบบ ปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ธรรมดาทั่วไป แต่จะเป็นระบบที่ถูกผูกพ่วงหรือ integrate ในแอนดรอยด์โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องติดตั้งเอง

PayPal นั้นเป็นธุรกิจรับชำระเงินออนไลน์ในเครืออีเบย์ (eBay) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์ประมูลสินค้าออนไลน์ชื่อดัง รายงานจากแหล่งข่าวนิรนามของบลูมเบิร์กระบุว่า PayPal และกูเกิลกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อพ่วงบริการ Paypal ในอุปกรณ์แอนดรอยด์ ซึ่งจุดประสงคต์หลักคือการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการซื้อแอปพลิเคชันแอ นดรอยด์ ให้สามารถซื้อและชำระเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จผล บริการ Paypal ก็จะถูกติดตั้งลงในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ภายในปลายปีนี้

ปัจจุบัน การซื้อแอปพลิเคชันแอนดรอยด์ของผู้ใช้นั้นต้องเป็นการชำระเงินผ่าน เครดิตการ์ดบนบริการ PayPal และบริการรับชำระเงินออนไลน์ของกูเกิลซึ่งเป็นคู่แข่งกับ Paypal นามว่า Google Checkout อยู่แล้ว ซึ่งจุดนี้ยังไม่มีความแน่ชัดเนื่องจากทั้ง Paypal และกูเกิลเองต่างก็ไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา บริการของ PayPal นั้นสามารถรองรับการชำระเงินออนไลน์หลากหลายช่องทาง รวมถึงสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ โดย เมื่อเดือนมิถุนายน PayPal เพิ่งเปิดตัวบริการใหม่สำหรับนักพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถรับชำระเงินค่า ซื้อแอปพลิเคชันจากบัตรเครดิตได้แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เป็นสมาชิกบริการ PayPal ใช้ชื่อบริการสุดเสรีนี้ว่า Guest Payments ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีทั้งผู้พัฒนาและผู้ซื้อแอปพลิเคชัน

สำหรับกรณีของแอปเปิล (Apple) คู่แข่งของแอนดรอยด์นั้นไม่มีปัญหาในการจัดการการชำระเงิน เนื่องจากแอปเปิลใช้ระบบร้านดาวน์โหลดคอนเทนท์ออนไลน์ไอจูนส์ (iTunes) ของตัวเองในการบริหารจัดการแบบครบวงจร ซึ่งรองรับทั้งผู้ใช้ iPhone, iPod Touch และ iPad เรียบร้อย

คาดว่าทั้ง 2 บริษัทจะออกมาแถลงรายละเอียดข้อตกลงในไม่ช้านี้

น่าจะปลอดภัยนะ เพราะ Paypal ก็การันตีเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


(ภาพจาก shanghaiist.com)


Google กุมขมับ จีนขยันเลียนแบบ ยื่นฟ้องเว็บไซต์ Goojje ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า เกรงทำให้สับสน...

เว็บ ไซต์ เทคอายดอทเน็ตรายงานอ้าง หนังสือพิมพ์เดอะ เซินเจิ้น อีโคโนมิค เดลี่ ว่า เว็บไซต์เสิร์จเอนจิ้นยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิ้ล (Google) ฟ้องร้องเว็บไซต์ Goojje ของสาธารณรัฐประชนจีน ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าเพราะใช้โลโก้คล้ายกัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

โดย Goojje เป็นเว็บไซต์สำหรับหาเพื่อน เปิดตัวเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตุถึงชื่อของเว็บไซต์ ว่า นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่ละม้ายคล้ายกันแล้ว ความหมายของอักษร 2 ตัวสุดท้าย ของ Goojje ยังมีความหมายว่า Big sister หรือ พี่สาวคนโต ทำนองเดียวกับ Google ซึ่งอักษร 2 ตัวท้าย มีความหมายว่า Big brother หรือ พี่ชายคนโต

ที่มา : thairath.co.th


รายงานข่าวล่าสุด ทวิตเตอร์ (Twitter) ประกาศเพิ่มบริการใหม่เรียกว่า "Tweet button" หรือ "ปุ่มทวีต" ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์เรื่องราวต่างๆ ที่พวกเขาสนใจบนเว็บได้ง่ายขึ้น

"การก็อปปี้และวาง (copy & paste) การใช้บริการย่อลิงค์ (URL Shortening) ทำให้ผู้ใช้ต้องคลิกกลับไปกลับมาระหว่างแท็บของหน้าเว็บเหล่า น้้น เมื่อพวกเขาพยายามจะ Tweet เพื่อแชร์ลิงค์เหล่านั้น ซึ่งเป็นงานที่วุ่นวายเกินไป" Twitter โพสต์ข้อความเกี่ยวกับบริการใหม่ในบล็อกของบริษัท "ตอนนี้ผู้ใช้สามารถส่งต่อเรื่องราว ภาพถ่าย หรือสิ่งที่ชื่นชอบบนเว็บได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คลิกบนปุ่ม Tweet หน้าต่างป๊อปอัพที่ใส่ลิงค์ย่อ (shortened Web link) จะโผล่ขึ้นมาพร้อมให้คุณเพิ่มเติมข้อความอีกเล็กน้อย แล้วก็ทวีตผ่านบัญชีผู้ใช้ของคุณบนทวิตเตอร์ได้เลย"

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติ Tweet button ดูแล้วจะคล้ายกับการทำงานของปุ่ม "retweet" ของเว็บไซต์ TweetMeme ซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ต้นปี 2009 แล้ว โดยทางบริษัทได้ทำงานร่วมกับ Twitter สำหรับบริการใหม่นี้ด้วย



ข้อมูลจาก: pcmag

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์


Categories