บทความเด่น: ยิ่งกว่าหยาดเหงื่อและแรงบันดาลใจ
นิตยสาร Life ยกย่องเขาว่าเป็นบุคคลหมายเลขหนึ่งแห่งสหัสวรรษ จำนวนสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นก็น่าทึ่ง – มีถึง 1093 อย่าง เขาถือสิทธิบัตรมากกว่าใครๆ โดยได้รับอย่างน้อยทุกๆ ปีเป็นเวลา 65 ปีติดต่อกัน เขายังได้พัฒนาห้องทดลองค้นคว้าวิจัยสมัยใหม่เขาผู้นี้คือ โธมัส เอดิสัน เมื่อพูดถึงความสามารถของเอดิสัน คนส่วนใหญ่ยกย่องความเป็นอัจฉริยะในการประดิษฐ์ของเขา แต่เขาเองยกย่องการทำงานหนัก เขากล่าวว่า “อัจฉริยะก็คือหยาดเหงื่อ 99% และแรงบันดาลใจ 1%” ผมเองเชื่อว่าความสำเร็จของเอดิสันเป็นผลมาจากปัจจัยที่ 3 ด้วย นั่นก็คือทัศนคติที่ดีของเขา อ่านต่อ...
บทความที่น่าสนใจ The 3rd Birthday ล่าสุดสดๆร้อนๆ / ไทยจ่อเลิกใช้“แบล็คเบอร์รี่” / Code Geass R2 รางวัล การ์ตูนญี่ปุ่น Anime ยอดเยี่ยมปี 2009 / พลิกปูมงบ ส.ส.ในอดีต / ความลับของ Internet / Amazing in Thailand / สุดเซอร์ไพรส์ 6 เรื่องแปลก ผ่าน Facebook ที่คุณต้องอ่าน... / Nielsen รายงาน Android แซง iPhone ได้เป็นครั้งแรก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mobile แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mobile แสดงบทความทั้งหมด

กลายเป็นโทรศัพท์ที่ตกเป็น talk of the town มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ iPhone จากแอปเปิ้ลที่เพิ่งจะมีกระแสว่าผู้ใช้ iPhone 4 ต้องออกมาโวยทั้งเรื่องสัญญาณและเรื่องนาฬิกาปลุกช้ากว่าเวลากันไปหมาด ๆ ล่าสุด iPhone ก็กลับมาเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง เมื่อมีการเปิดตัว iPhone 5 ออกมาให้ยลโฉมกัน และดูท่าว่าจะเป็นเวอร์ชั่นแก้ตัว ที่ทำออกมาชนิดที่เรียกว่าเต็มประสิทธิภาพเลยทีเดียว

สำหรับจุดที่น่าสนใจของ iPhone 5 ที่ได้รับการพัฒนาให้พิเศษกว่า iPhone รุ่นอื่น คือจะเน้นในระบบซิมการ์ดที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายใด ๆ ก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแอปเปิ้ลได้จับมือกับบริษัทซิมการ์ด Gemalto เพื่อออกซิมการ์ดชนิดพิเศษ ที่สามารถให้ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนผ่านอินเตอร์เน็ต ตั้งค่าเครือข่ายโทรศัพท์ได้ทุกเครือข่ายตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีบริษัทผลิตโทรศัพท์ที่ไหนเคยทำมาก่อน

และนอกจากเรื่องของซิมการ์ดเลือก เครือข่ายใดตามใจผู้ใช้แล้ว แอปเปิ้ลก็ยังมีข่าวที่ทำให้แฟน ๆ iPhone ตกตะลึงกันอีกครั้ง เมื่อมีข่าวออกมาว่าแอปเปิ้ลจะเพิ่มเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายในระยะสั้น หรือ NFC (Near Field Communication) เข้าไปด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลและโอนถ่ายข้อมูลของเครื่อง Mac ไว้ในเครื่อง iPhone 5 ได้ด้วย ประหนึ่งกับว่า iPhone 5 เป็นเครื่อง Mac ที่ผู้ใช้พกพาไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลานั่นเอง

งานนี้รับรองว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า iPhone 4 เป็นไหน ๆส่วนใครที่กำลังวางแผนจะซื้อ iPhone 4 เร็ว ๆ นี้ อดใจรอกันหน่อยก็ดี เพราะ iPhone 5 สุดเจ๋งตัวนี้มีแพลนจะวางจำหน่ายภายในกลางปีหน้านี้แน่นอนจ้า

ขอบคุณ กระปุก






หลังจากมีรายงานข่าวว่า สมาร์ทโฟน Samsung Galaxy S ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายถล่มทลายทะลุ 1.5 ล้านเครื่องไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ล่าสุดมีรายงานข่าวที่คงจะสร้างกระแสให้กับซีรียส์ Galaxy S ได้อีกครั้ง เมื่อมีภาพหลุดของ S5830 สมาร์ทโฟนในซีรียส์เดียวกันที่มีดีไซน์น่าใช้กว่ารุ่นพี่ ในขณะที่สเป็กอยู่ระหว่าง Galaxy S กับ iPhone 4 (ด้านข้างของตัวเครื่องยังมีแถบโลหะที่ดูคล้ายเสาอากาศของ iPhone 4 อีกต่างหาก)



ภาพหลุด พร้อมรายละเอียดของสเป็ก Samsung Galaxy S5830 สมาร์ทโฟนหัวใจ Android รุ่นใหม่อาจจะทำให้ใครหลายๆ คนที่กำลังต้องการ Galaxy S แต่ติดอยู่ที่ดีไซน์บางอย่างที่อาจจะไม่ตรงใจ เชื่อว่า S5830 น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ซึ่งสำหรับ S5830 จะมีขนาดของตัวเครื่องเล็กกว่ารุ่นแรก โดยมีหน้าจอขนาดประมาณ 3.5 นิ้ว ความละเอียด 320x480 พิกเซล (คาดว่าน่าจะยังเป็น Super AMOLED) ส่วนชื่อเรียกอาจจะเป็น Samsung Galaxy S Mini



Samsung S5830 จะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 2.2 Froyo (อัพเกรดเป็น Android 2.3 Gingerbread ได้) สนับสนุนการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi และ Bluetooth 3.0 พร้อมด้วยพอร์ต microUSB กล้อง 5 ล้านพิกเซล แฟลช LED และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ MicroSD ส่วนโพรเซสเซอร์จะเป็น Qualcomm MSM 7227 ที่มีราคาถูกกว่า ส่วนดีไซน์ปุ่ม Home บนตัวเครื่องจะเรียบง่ายกว่า Galaxy S ทั้งนี้ Samsung Galaxy S Mini น่าจะเปิดตัวในงาน Mibile World Congress 2011 ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 14 - 17 กุมภาพันธ์ ณ.กรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน นอกจากนี้ในงานเดียวกันทาง Samsung จะเปิดตัว Galaxy S2 อีกด้วย

ข้อมูลจาก: ubergizmo

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์




รายงานข่าวล่าสุด สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) ประกาศลาป่วยเมื่อวานนี้ เพื่อกลับไปรักษาสุขภาพอีกครั้งเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เขาได้ลาไปพัก รักษาตัวเมื่อปี 2009 เพื่อปลูกถ่ายตับ อีเมล์ของจอบส์กล่าวว่า เขาจะยังคงเป็นซีอีโอ และจะร่วมอยู่ในการตัดสินใจทางด้านกลยุทธ์สำคัญๆ ของบริษัท โดยมี Tom Cook ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) รับผิดชอบการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

ในจดหมายของจอบส์ยังกล่าวอีกด้วยว่า "ผมรัก Apple มาก และหวังว่าจะได้กลับมาทำงานได้เร็วที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้" แต่จะเกิดอะไรขึ้น? หากจอบส์ไม่กลับมา? หรือการลาครั้งนี้ต้องยืดระยะเวลานานออกไป? ซึ่งครั้งที่แล้ว จอบส์ลาป่วย เพื่อรับการผ่าตัด และพักรักษาตัวอยู่นานถึง 6 เดือน แต่การลาครั้งนี้เขาไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple ที่อยู่ในตลาดขณะนี้ส่วนใหญ่มีความแข็งแรง การไม่อยู่ของจอบส์จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวในปี 2011 ซึ่งรวมถึง iPad 2 และ iPhone 5 ตลอดจน Mac OS X (Lion) ที่ตามแผนจะเปิดตัวภายในปีนี้ด้วย ขณะเดียวกันทีมผู้บริหารหลายๆ คนของ Apple ก็ยังอยู่ครบหมด และเป็นกูรูในวงการที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก สามารถดูแล และนำพาธุรกิจของ Apple ให้เดินหน้าต่อไปได้


ตามรายงานข่าวที่มีกันออกมา ดูเหมือนนอกจาก Apple จะต้องการบอกให้ผู้บริโภคทั่วโลกรับทราบถึงการลาป่วยของสตีฟ จอบส์แล้ว ทางบริษัทยังต้องการจะบอกอีกด้วยว่า Apple มีมากกว่า Steve Jobs ทั้งผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญ และผ่านการทำงานร่วมกับจอบส์มาแล้วทั้งนั้น อีกทั้งยังมีพนักงานมากมาย จอบส์ไม่ได้ทำทุกอย่าง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขาได้เคยลาไปรักษาตัวเมื่อปี 2009 แต่ Steve Jobs คือ Apple เขาอาจจะไม่ได้เขียนโปรแกรม หรือออกแบบชิปใดๆ แต่เขาทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยิ่งใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเป็นผู้ตัดสินใจว่า Apple ควรทำผลิตภัณฑ์อะไรออกมา ซึ่ง Dell, Motorola หรือแม้แต่ Microsoft ไม่ได้คิดจะทำ เพราะฉะนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลาพักครั้งนี้ของจอบส์จะไม่ส่งผลกระทบต่อ Apple และทันทีที่ข่าวนี้มีการเปิดเผยออกมา หุ้นของ Apple ดิ่งทันที 7.5% เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า การลาครั้งนี้ของจอบส์จะเป็นการลาออกไปใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือเขาจะกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้ Apple อีกครั้ง แต่จะเมื่อไร? ไม่อาจคาดเดาได้ เพราะไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า การลาไปพักรักษาตัวครั้งนี้มีสาเหตุอะไร และหนักหนาสาหัสแค่ไหน?







ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

รายงานข่าวล่าสุด บล็อกของบริษัท Lookout Inc. ในสหรัฐฯ ประกาศเตือนผู้ใช้ให้ระวังไวรัส"โทรจัน"ทีเพิ่งมีการค้นพบชื่อว่า Geinimi ที่พุ่งเป้าไปยังแพลตฟอร์มโมบาย (สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต ฯลฯ) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยต้นกำเนิดของ Geinimi Trojan มาจากจีน และเป็นมัลแวร์ Android ที่มีการทำงานที่ซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่เคยพบ



รายงานจาก Lookout บริษัทผู้เชี่ยวระบบรักษาความปลอดภัยบนสมาร์ทโฟนระบุว่า Geinimi Trojan สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลบนสมาร์ทโฟน Android ของผู้ใช้รวมถึงการรันโค้ดอันตราย เพื่อให้อุปกรณ์ที่ติดมันเข้าไปถูกควบคุมได้โดยเซิร์ฟเวอร์ของผู้ไม่หวังดีได้อย่างสมบูรณ์ผ่านการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต แต่ประเด็นที่น่ากลัว และต้องเตือนผู้ใช้ก็คือ Geinimi Trojan Virus จะแฝงตัวอยู่ในแอพพลิเคชันที่มีการเปิดให้ดาวน์โหลดอยู่ตอนนี้โดยแอพสโตร์ในจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกมส์ อย่างเช่น Money Jump 2, President vs. Aliens, City Defense และ Baseball Superstars 2010

อย่างไรก็ดี ทาง Lookout ได้อัพเดตเดฟินิชั่นของไวรัสดังกล่าว เพื่อช่วยป้องกันผู้ใช้จากแอพพลิเคชันที่มาพร้อมกับไวรัสเหล่านี้แล้ว สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่บล็อกของ Lookout ทางที่ดีควรดาวน์โหลดแอพฯจาก Android Marketplace จะดีกว่า

ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์




งานนี้ไม่รู้จะชื่ออะไรสำหรับ Tablet ตัวแรกจาก RIM ล่าสุดทาง Wall Street Journal นั้นได้รายงานว่าสัปดาห์หนห้าเตรียมยลโฉมได้เลย


ทาง Wall Street Journal ได้ทำการแย้มออกมาว่าทาง RIM หรือ BlackBerry ที่เรารู้จักกันดีกำลังจะออก Tablet ตัวใหม่ออกมาหลังจากลือกันมานานพอควร โดยได้อ้างว่า ตอนนี้ทาง RIM พร้อมแล้ว และน่าจะได้เห็นกันในสัปดาห์หน้า โดยที่ RIM นั้นได้ทำการจัดงาน Developer Conference ที่ San Francisco ขึ้นพอดี

Tablet ตัวแรกจาก RIM นั้นเป็นน่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ QNX ตาม ข่าวที่ลือนั่นเอง ทำให้ตอนนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันว่าพวกเรื่องการเชื่อมต่อนั้นจะสามารถใช้ ร่วมกับ BlackBerry รุ่นอื่นๆได้ไหมเนี่ย รวมถึงพวก Wi-Fi และระบบ Tethering แถมนอกจากนี้ยังมีข่าวว่าไม่จำเป็นต้องสมัคร Service Plan เพื่อใช้งานร่วมกับเจ้า Tablet ตัวนี้ โดยน่าจะขายแบบไม่ติดสัญญาอะไรด้วย

ผู้ผลิตนาม Quanta ที่ผลิตเจ้า Tablet ตัวนี้ได้ทำการปล่อยข่าวลือออกมาอีกว่า Tablet ตัวนี้ใช้ แหล่งพลังงานจาก Marvell แถมทาง WSJ ก็ยังคาดการไปอีกว่า Platform QNX นั้นทาง RIM จะเอามาใช้ในระยะยาว

สำหรับชื่อนั้นยังไม่มีอย่างเป็นทางการ ทาง WSJ ไม่ทราบและไม่ได้บอกมาด้วย แต่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะใช้ชื่อ BlackPad แต่ว่าช่วงล่าสุดที่ผ่านมามีข่าวว่าจะใช้เป็นชื่อ Surfbook อย่างไรก็ตามรอดูชมกันดูครับว่า RIM จะเปลี่ยน Platform ตัวเองได้จริงหรือแล้วจะใช้ร่วมกับ BlackBerry ตัวอื่นได้รึเปล่า

เรียบเรียงโดย : Bluecosmos
อ้างอิงจาก : Engadget




บทเรียนที่ Apple ได้เรียนรู้ในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ iphone4 อาจกลายเป็นบทเรียนดีๆสำหรับผู้ประกอบการอย่างคุณเช่นกัน



“สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” เป็นสุภาษิตที่ใช้เตือนใจใครหลายๆคนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับกูรูทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple ที่เพิ่งประสบปัญหากับลูกรักตัวล่าสุดที่มีชื่อว่า iphone4 มาหมาดๆ

เป็นที่รู้กันว่าบรรดาสาวก Apple ต่างก็เฝ้ารอจะเป็นเจ้าของ iphone4 กันมาพักใหญ่แล้ว ดังนั้นพอ iphone4 เริ่มวางจำหน่ายช่วงปลายเดือนมิถุนายนได้ไม่นานก็ทำยอดขายไปกว่า 3,000,000 เครื่อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเหล่าสาวกควรจะได้ชื่นชมเจ้า smart phone ตัวล่าสุดจนคุ้มค่าการรอคอย แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาพบข้อบกพร่องหลายประการในตัว iphone4 ที่ถืออยู่ในมือ โดยเฉพาะเรื่องสัญญาณที่มักจะหายไปเมื่อสัมผัสที่สันด้านล่างตัวเครื่อง ผลก็คือแทนที่ Apple จะได้รับคำชมแต่กลับได้รับคำตำหนิติเตียนไปเต็มๆ แต่ถึงอย่างไร Apple ก็ตั้งรับสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และต่อไปนี้คือบทเรียนจากการแก้ปัญหาของ Apple ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาขององค์กรได้เช่นกัน ดังนี้

1. ระบุปัญหาที่แท้จริง

เมื่อเกิดปัญหาและสามารถวินิจฉัยต้นเหตุที่แท้จริงได้แล้วผู้ประกอบการ ต้องรีบแจ้งแก่ผู้บริโภคทันที อย่าปกปิดหรือพยายามเบี่ยงประเด็น เพราะมันจะยิ่งทำให้องค์กรดูไม่น่าเชื่อถือมากขึ้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถดูตัวอย่างที่ผิดพลาดได้จากการที่แม้ Apple จะออกมายอมรับผิดทันทีที่เสียงตำหนิเริ่มหนาหู แต่แทนที่ Apple จะบอกตามตรงว่าความผิดพลาดนั้นเกิดที่ตัวรับสัญญาณ (Attennagate) ทางบริษัทกลับไปโทษว่าเป็นความผิดของซอฟท์แวร์ซึ่งยังต้องพัฒนาต่อไป คำแถลงดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดพลาดในการแก้ปัญหาของ Apple อย่างมหันต์ เพราะในเมื่อผู้ใช้รู้ปัญหาอยู่แล้ว การที่ Apple มาเบี่ยงประเด็นแบบนั้นจึงดูเป็นการแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดูไม่น่าเชื่อถือไปโดยปริยาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Apple ควรออกมายอมรับปัญหาเรื่องฮาร์ดแวร์ แล้วเอาซอฟท์แวร์ที่กำลังพัฒนามาเป็นตัวชูโรงในการแก้ไขแทนมากกว่า

2. ควบคุมสถานการณ์ให้ได้

เมื่อระบุปัญหาที่แท้จริงได้แล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องเร่งทำก็คือควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดเท่า ที่จะทำได้ ก่อนที่ปัญหาจะกินวงกว้างจนเกินแก้ไข ขั้นตอนนี้ถือว่า Apple สอบผ่าน เพราะทางบริษัทได้จัดแถลงการณ์ต่อสื่อเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทันที ทั้งยังนำผลวิจัยปัญหาที่เกิดขึ้นกับ iphone4 กับ smart phone ยี่ห้ออื่นๆมาเทียบเคียงให้ดู ก่อนที่จะให้สื่อซักถามข้อสงสัย ข้อดีของการจัดแถลงการณ์ในรูปแบบนี้ก็คือสื่อจะสามารถช่วยคุณกระจายข่าวได้ อย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาถูกจำกัดขอบเขตได้ทันท่วงที ทั้งนี้หากองค์กรของผู้ประกอบการเป็นองค์กรขนาดเล็กและไม่สามารถจัด แถลงการณ์กับสื่อได้ ผู้ประกอบการก็ควรจะเร่งหาลู่ทางอื่นๆเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้ การส่งอีเมล์หรือใช้เว็บไซต์ของกิจการเพื่อเป็นพื้นที่แถลงข่าวก็เป็นอีก ช่องทางหนึ่งที่สะดวก และรวดเร็วสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจขนาดเล็ก

3. เร่งแก้ไขอย่างเต็มกำลัง

จัดว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าองค์กรรับผิดชอบต่อเขา ดังนั้นหากองค์กรเป็นฝ่ายผิด ผู้ประกอบการก็ควรปล่อยให้อำนาจการตัดสินใจในการแก้ปัญหาเป็นของผู้บริโภค อย่างชอบธรรม ยกตัวอย่างกรณี iphone4 ที่ Apple นอกจากจะออกมาแถลงการณ์การพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ทางบริษัทยังได้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่ไม่พอใจสามารถนำเครื่องที่ซื้อไป ไม่เกิน 1 เดือน และยังไม่มีร่องรอยบุบสลายมาคืนได้ ทั้งยังคืนเงินเต็มจำนวนให้อีกด้วย หรือหากไม่ต้องการคืนเครื่อง ทาง Apple ก็จะแถมเคสซิลิโคนให้ฟรีๆ เพื่อใช้ป้องกันไม่ให้มือของผู้ใช้ไปจับโดนจุดที่ทำให้สัญญาณอ่อน การแก้ไขดังกล่าวทำให้มียอดผู้ใช้ที่นำ iphone4 มาคืน เพียงแค่ 1.7% ของยอดขายเท่านั้น เรียกได้ว่ายังน้อยกว่า iphone3Gs ที่มีอัตราการคืนเครื่อง 6%

4. ยอมรับในความผิดพลาด

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าไม่ว่าใครก็มีโอกาสผิดพลาดกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ในขั้นตอนการแก้ปัญหาซึ่งอาจจะมีทั้งวิธีที่เลือกถูกและเลือก ผิด แต่สุดท้ายแล้วการรู้จักยอมรับในความผิดพลาดก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะไม่มีใครที่จะใจร้ายกับผู้ร้ายกลับใจได้นาน เช่นเดียวกับความผิดพลาดของ Apple ที่ถึงแม้จะพยายามเบี่ยงประเด็นปัญหาในตอนแรก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว Apple ก็ออกมายอมรับผิดและเร่งแก้ไขอย่างสุดกำลัง จนในท้ายที่สุดท่าทีของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป และเชื่อว่าผลงานดีๆที่ Apple เคยนำเสนอมารวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆที่กำลังทยอยนำออกสู้สายตาผู้บริโภคอย่าง ไม่ขาดสายจะสามารถลบล้างความผิดของ Apple ในครั้งนี้และกลับมาเป็นขวัญใจคอไอทีได้ในไม่ช้า

ถ้าลองนับคะแนนจากบทเรียน 4 ข้อแล้วถือว่า Apple ทำคะแนนไปได้ 3ใน 4 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ทางแก้ปัญหาของ Apple อาจจะไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมด แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทางบริษัทที่จะป้องกัน ไม่ให้มันเกิดซ้ำ และคาดว่าผู้ประกอบการ SME ก็คงจะได้เห็นอะไรจากบทเรียนในครั้งนี้เพื่อเอาไปปรับใช้ในองค์กรของตนอีก เช่นกัน

ที่มา : incquity




รายงานข่าวล่าสุด Samsung Galaxy S สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ (Android Phone) สามารถทำยอดขายทะลุ 1 ล้านเครื่องในสหรัฐฯ โดยใช้เวลาแค่ 45 วันเท่านั้น นับเป็นสมาร์ทโฟนที่มาแรงมากทีเดียว นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของสมาร์ทโฟน และแพลตฟอร์ม Android สำหรับการต่อกรกับ iPhone ของ Apple



Samsung Galaxy S ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นการรุกคืบของคู่แข่ง iPhone ที่น่าจับตามากทีเดียว ด้วยคุณสมบัติของดีไซน์ตัวเครื่องบางเฉียบที่มาพร้อมกับหน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 4 นิ้วที่ให้ความสว่างคมชัด ประกอบกับหน่วยประมวลผลโพรเซสเซอร์ Hummingbird ที่ทำงานด้วยความเร็ว 1GHz และที่พลาดไม่ได้คือ Android OS จุดแข็งเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจไม่ได้ยากนัก



Samsung เปิดเผยว่า ทางบริษัทสามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy S ได้ 1 ล้านเครื่องผ่านทางเครือข่าย T-Mobile Vibrants และ AT&T Captivates โดยใช้เวลาไม่ถึงเดือนครึ่งในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า มือถือ Android ประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับ AT&T เพียงเจ้าเดียว ปัจจัยของความสำเร็จนอกเหนือจากคุณสมบัติของตัวเครื่อง และเครือข่ายที่จำหน่ายแล้ว ราคาของ Samsung Galaxy S ที่ถูกกว่า iPhone ในขณะที่ได้เครื่องทีมีคุณสมบัติการทำงานดีกว่า (หน้าจอใหญ่กว่า สว่างกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า) ตลอดจนวัสดุชิ้นส่วนทั้งภายนอกและภายในก็อยู่ในระดับเดียวกับ iPhone 4 ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าจากผู้บริโภคนั่นเอง

Samsung เปิดเผยว่า ทางบริษัทสามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy S ได้ 1 ล้านเครื่องผ่านทางเครือข่าย T-Mobile Vibrants และ AT&T Captivates โดยใช้เวลาไม่ถึงเดือนครึ่งในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า มือถือ Android ประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับ AT&T เพียงเจ้าเดียว ปัจจัยของความสำเร็จนอกเหนือจากคุณสมบัติของตัวเครื่อง และเครือข่ายที่จำหน่ายแล้ว ราคาของ Samsung Galaxy S ที่ถูกกว่า iPhone ในขณะที่ได้เครื่องทีมีคุณสมบัติการทำงานดีกว่า (หน้าจอใหญ่กว่า สว่างกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า) ตลอดจนวัสดุชิ้นส่วนทั้งภายนอกและภายในก็อยู่ในระดับเดียวกับ iPhone 4 ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าจากผู้บริโภคนั่นเอง



ข้อมูลจาก: indyposted





ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

จ่อเลิกใช้ “บีบี” ในไทย “กทช.”ถาม “ไอซีที” กรณีแบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติ หวั่นผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 18 ส.ค. พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)ว่า กรณีที่องค์กรกำกับกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ระงับการให้บริการ รับส่งข้อความ และการเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านเครื่องแบล็คเบอร์รี่ (บีบี) ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.53 โดยครอบคลุมนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจที่เดินทางเข้าประเทศ โดยยูเออี ระบุว่า แบล็คเบอร์รี่ให้บริการเกินขอบเขตกฎหมายของประเทศ จนก่อให้เกิดความกังวลด้านสังคมและความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูล อัตโนมัติจากผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ หากมีการทำผิดกฎหมายจะส่งผลให้ทางการยูเออีไม่สามารถเอาผิดได้ ตนจึงนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม

บอร์ด กทช.กล่าวต่อว่า จากการที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติจากผู้ใช้ ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดการข้อมูลได้เมื่อต้องการใช้ข้อมูล และมีความกังวลใจว่าข้อมูลที่ส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้งานจะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่ ในส่วนของการเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ 90 วัน (ล็อกไฟล์) ซึ่งต้องสอบถามไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ดูแลและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยที่บอร์ด กทช. มีมติให้ทำหนังสือสอบถามให้เร็วที่สุด

“ในมุมมองของไทยไม่ได้มองว่าบีบีมีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะข้อมูลที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบีบี เป็นเพียงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานใดใช้บีบีในการติดต่อสื่อสารกัน เหมือนกับประเทศที่ออกมาให้เรียกร้องก่อนหน้านี้ที่ต้องใช้บีบีในการสื่อสาร ซึ่งไทยมีช่องทางในการสื่อสารที่หลากหลาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ประเทศที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้งานโปรแกรมบีบี ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย ซาอุดิอาราเบีย สำหรับเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท รีเสิร์ช อินโมชั่น จำกัด หรือริม ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่ ตั้งอยู่ที่ประเทศแคนาดา อย่างไรก็ตามช่วงที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศไม่ให้ใช้โปรแกรมแชทของแบล็คเบอร์รี่ “ริม” ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ริมเคารพต่อกฎหมายของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นหลัก โดยยืนยันว่าข้อมูลขององค์กรธุรกิจที่รับส่งผ่านระบบแบล็คเบอร์รี่มีความ ปลอดภัยสูง ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แม้แต่พนักงานของริม เพราะแบล็คเบอร์รี่ใช้โซลูชั่น แบล็คเบอร์รี่ เอนเตอร์ไพรส์ ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและเป็นจุดขายของแบล็คเบอร์รี่ในการทำตลาด ภาครัฐและลูกค้าธุรกิจ



ที่มา : เดลินิวส์ 18 สิงหาคม 2010


เป็นอีกข่าวที่น่าแปลกใจในภาวะที่อาจจะไม่น่าแปลกใจ อ้าวเขียนอะไรเริ่มงง ใช่แล้วครับตอนนี้มีข่าวปรับราคาของเครื่อง BB รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง BB Torch 9800 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้เองในตลาด USA ได้แค่ Week เดียวด้วยราคา 199 US แต่วันนี้ดันปรับลดราคาซะแล้วเหรือแค่ 99 US แต่ก่อนอื่นราคาที่พูดนี้ก้คือราคาติดสัณญานะครับ

หลังๆทาง BB มีปัญหาตอดความเจริญมากมายนอกจาปัญหาเรื่องการแบนในประเทศดังๆ หรือการชะลอตัวจากการใช้งานที่โดนแย่งตลาดจาก Os อื่นๆเช่น แอนดรอย หรือ แอปเปิ้ล แต่ยังไงก้ตามสำหรับเมืองไทย ตอนนี้ก้ยังไม่รู้ราคาว่าจะถูกวางไว้ที่ราคาไหนกันแน่ แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้กำลังจัดโปรโมชั่นเลหลัง BB9700 กับ รุ่น Curve อยู่ แหม...คนซื้อทีหลังสบายไปเลย

ที่มา : thaids


หลายคนชอบ iPhone ที่มีแอพพลิเคชันให้เล่นมากมาย แต่ประเด็นที่ผู้ใช้ยังคงรู้สึกมาโดยตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คือ "แบตเตอรี่"ที่หมดเร็วเหลือเกิน ซึ่งความจริง iPhone ไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันก็พยายามให้บริการกับผู้ใช้อย่างดีทีสุด ข้อเท็จจริงคือ ผู้ใช้สามารถจัดการการใช้พลังงานแบตฯของ iPhone ให้ได้นานขึ้น เหมือนกับที่เราคอนฟิกระบบจัดการพลังงานบนโน้ตบุ๊คยังไงยังงั้น

วันนี้ก็เลยขออนุญาตแนะนำวิธีเซตอัพให้ iPhone ของคุณใช้พลังงานแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปติดตามกันดูเลยครับว่า 8 วิธีประหยัดแบตฯ iPhone ให้ใช้ได้นานขึ้นนั้น มีอะไรบ้าง?

ปิดคุณสมบัติการแจ้งเตือน ทราบไหมครับ ว่า ระบบแจ้งเตือน (push notification) ที่เปิดให้แอพฯ ต่างๆ ได้มีโอกาสอัพเดตข้อมูลไปจนถึงตัวโปรแกรมเอง Notification เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ใช้พลังงานแบตฯมิใช่น้อย หากไม่จำเป็นต้องใช้ก็ปิดไปก่อนดีกว่า ผู้พัฒนาแอพฯส่วนใหญ่จะเขียนโปรแกรม ให้ใช้คุณสมบัตินี้ ซึ่งในกรณีทีมีแอพฯหลายตัวอยู่ใน notification แบตเตอรี่ก็จะถูกใช้มากตามไปด้วย เนื่องจากทุกครั้งทีมีกระตุ้นเตือน ระบบจะต้องมีการเชื่อมต่อไร้สาย (Wi-Fi, 3G, Edge, etc.) ไปยังเว็บไซต์ของแอพฯ เหล่านั้น


ปิด push e-mail หากคุณไม่ได้กำลังรออีเมล์ด่วนจาก ใคร แบบมาปุ๊บต้องเปิดอ่านทันที ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดการทำงานของ push e-mail เพราะเพียงแค่แตะไอคอน e-mail ที่ดีฟอลต์การทำงานของโปรแกรม มันก็จะตรวจเช็คทุกอินบ๊อกซ์ (All Inboxes) ให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว สะดวกง่ายดาย ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้



ปิดการใช้สัญญาณวิทยุทุกประเภทที่ไม่ได้ใช้ ผู้ใช้ บางท่านไม่ทราบว่า เราสามารถปิด (disable) การทำงานของ 3G ได้ ซึ่งมันจะช่วยให้คุณสำรองแบตเตอรี่ไว้ใช้ได้นานขึ้น และหากต้องการประหยัด พลังงานมากกว่านี้อีกก็ปิด Wi-Fi, Bluetooth และ GPS เนื่องจากการค้นหาสัญญาณวิทยุเหล่านี้จะเป็นการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ของ iPhone มากทีเดียว หากคุณต้องการเล่นเกมส์ อ่านอีบุ๊ค ฟังเพลง หรือดูคลิปวิดีโอที่อยู่ในเครื่องได้นานขึ้นขณะเดินทางไกล ลองปิดการทำงานของคุณสมบัติเหล่านี้ดูนะครับ



ปิดการทำงานในแบคกราวด์ (background tasks) สำหรับ ผู้ใช้ iOS 4 ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติ multitasking การเปิดแอพฯค้างไว้ในเครื่องหลายๆ ตัวโดยไม่ปิด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ของคุณหมดเร็ว โดยเฉพาะแอพฯที่มีการติดต่อกับเน็ต อย่างเช่น Skype ซึ่งผู้ใช้จะต้องเสียพลังงานแบตฯมากมายหากต้องรอคอย ขั้นตอนการปิดก็แค่ดับเบิ้ลคลิกปุ่ม Home รายการแอพฯที่รันค้างจะปรากฎขึ้นด้านล่าง ใช้นิ้วจิ้มค้างไว้จนวงกลมสีแดงปรากฎขึ้นมาที่มุมบนซ้ายของไอคอน ให้ใช้นิ้วแตะเพื่อปิดพวกมันไปซะ แค่นี้ก็เรียบร้อย



ตั้งค่าความสว่างของหน้าจอเป็นแบบปรับอัตโนมัติ การ ลดความสว่างของหน้าจอช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้มากทีเดียว แต่มันก็ดูขัดกับความต้องการผู้ใช้ เพราะหลายคนชื่นชอบหน้าจอ iPhone ตรงที่มันสว่างสดใสนั่นเอง ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าก็คือ การปรับแสงสว่างโดยอัตโนมัติ ซึ่ง iPhone จะสามารถปรับความสว่างของหน้าจอเทียบกับแสงสว่างของสิ่งแวดล้อมให้โดย อัตโนมัติ โดยเฉพาะการใช้งานใน หรือนอกสถานที่ที่มีแสงสว่างแตกต่างกันพอสมควร เพราะมันไม่จำเป็นเลยที่จอ iPhone ของคุณต้องสว่างตลอดเวลา



ปิดการตอบสนองของเกมส์ที่ใช้ force feedback เกมส์ แอคชั่นหลายๆ เกมส์จะใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติการสั่น (vibrate feature) ในการจำลองความรู้สึกโต้ตอบที่เกิดขึ้นในเกมส์ ซึ่งโดยกลไกการทำงานลักษณะดังกล่าว จะต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่มาก สำหรับการขับให้มอเตอร์ลูกเบี้ยวทำงานนั่นเอง

หาตัวช่วยอย่างปลอกสำรองแบตฯ (battery back-up case) แม้ ปลอกใส่ iPhone พวกนี้จะทำให้มือถือของคุณหนาขึ้น แต่กับระยะเวลาในการใช้งานที่นานขึ้นเป็น 2 เท่ามันก็คุ้มค่าดีนะครับ ไม่เชื่อลองให้น้องผึ้งแนะนำอีกทีก็ได้ครับ :D

ซิงค์ iPhone อย่างสม่ำเสมอ แม้คุณจะไม่ค่อยเปลียนแปลง Playlists หรือติดตั้งแอพฯใหม่ๆ บ่อยนัก การซิงค์ iPhone กับ PC อย่างสม่ำเสมอจะทำให้คุณได้ใช้ OS และเฟิร์มแวร์รุ่นล่าสุด เนื่องจากอัพเดตของ Apple มักจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ด้วย



หวังว่า ทิปเล็กๆ ที่ช่วยประหยัดพลังงานแบตฯ iPhone ให้ใช้ได้นานขึ้นนี้ จะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านทุกท่านนะครับ :)


ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์


รวบสองข่าวใกล้เคียงกันเลยนะครับ ต้นทางมาจากจีนเหมือนกันทั้งคู่

ข่าวแรกคือมีวิดีโอหลุดมาจากเว็บไซต์ zol.com.cn ในประเทศจีน แสดงให้เห็น Nokia C7 ที่เคยมีภาพและข้อมูลหลุดออกมาก่อนหน้านี้ ข้อมูลในวิดีโอนี้หลายอย่างเราก็รู้อยู่ในแล้ว เช่น จอ 3.5", กล้อง 8MP พร้อมแฟลชสองตัว, Symbian^3 แต่ที่เป็นข้อมูลใหม่คือมันเล่นวิดีโอ 720p (H.264) และอาจวางขายก่อน N8 เสียด้วยซ้ำ







ที่มา - Engadget

ข่าวที่สองเป็นภาพหลุดจากจีนเช่นกัน แต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องรุ่น เพราะบ้างก็ว่ามันคือต้นแบบของ N9 ที่ยังไม่เสร็จดี บ้างก็ว่ามันคือ "RM-680" มือถือต้นแบบที่ใช้กันแค่ภายใน แต่ตัวเครื่องมันเป็นมือถือแบบสไลด์ที่มีคีย์บอร์ด QWERTY แนวนอน ยังไม่มีข้อมูลอื่นใดของมือถือตัวนี้ นอกจากวันวางขายในเดือนธันวาคมครับ




บริษัทสำรวจตลาดที่ได้รับความเชื่อถือค่อนข้างสูงในบ้านเราอย่าง
The Nielsen Company ได้นำเสนอตัวเลขของบริษัทว่า
ไตรมาสที่สองของปี 2010 เป็นไตรมาสที่ยอดขาย Android แซงหน้า iPhone ไปได้
โดย Android ครองตลาด 27% ขณะที่ iPhone ครองตลาด 23%

เมื่อต้นปีทาง NPD Group เคยสำรวจแบบเดียวกัน
แล้วรายงานว่า Android นั้นแซงหน้า iPhone ไปตั้งแต่ไตรมาสแรก
ขณะที่ตัวเลขของทาง Nielsen นั้นรายงานว่า
ไตรมาสแรกของปีนี้ Android ยังครองตลาดเพียง 17% และ iPhone ยังครองตลาดอยู่ 27%
น่าสนใจว่าหลังการเปิดตัว iPhone 4 มาส่วนแบ่งของ iPhone กลับลดลงเรื่อยๆ ตามรายงานของ Nielsen

ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่สำคัญคือรายงานสำรวจโทรศัพท์ที่จะซื้อเครื่องต่อไป
ที่เคยมีการรายงานจากตัวเลขของ Yankee Group ว่า
ผู้ใช้ iPhone ถึง 77% คิดจะซื้อ iPhone เป็นเครื่องต่อไป แต่ไม่มีตัวเลขของผู้ใช้ Android
ในรายงานฉบับนี้ของ Nielsen ระบุว่าผู้ใช้ iPhone ถึง 89% คิดจะใช้ iPhone เป็นเครื่องต่อไป
ส่วนผู้ใช้ Android นั้นมี 71% ที่คิดจะใช้ Android เป็นเครื่องต่อไป
ที่อาการย่ำแย่จริงๆ คือ Blackberry ที่มีเพียง 42% จะใช้เป็นเครื่องต่อไป



ที่มา : thaiandroidphone


รายงานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ตัวอย่างซอฟต์แวร์ชำระเงินบนสมาร์ทโฟน Android ซึ่งคาดกันว่ากำลังจะถูกพ่วงในแอนดรอยด์โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องดาวน์โหลดเอง(Bloomberg) ระบุว่าบริการชำระเงินออนไลน์ชื่อดังอย่าง PayPal กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับกูเกิล เพื่อให้ระบบ Paypal ไม่ได้เป็นแอปพลิเคชันบริการชำระเงินออนไลน์สำหรับอุปกรณ์ที่มาพร้อมระบบ ปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ธรรมดาทั่วไป แต่จะเป็นระบบที่ถูกผูกพ่วงหรือ integrate ในแอนดรอยด์โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องติดตั้งเอง

PayPal นั้นเป็นธุรกิจรับชำระเงินออนไลน์ในเครืออีเบย์ (eBay) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์ประมูลสินค้าออนไลน์ชื่อดัง รายงานจากแหล่งข่าวนิรนามของบลูมเบิร์กระบุว่า PayPal และกูเกิลกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อพ่วงบริการ Paypal ในอุปกรณ์แอนดรอยด์ ซึ่งจุดประสงคต์หลักคือการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการซื้อแอปพลิเคชันแอ นดรอยด์ ให้สามารถซื้อและชำระเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จผล บริการ Paypal ก็จะถูกติดตั้งลงในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ภายในปลายปีนี้

ปัจจุบัน การซื้อแอปพลิเคชันแอนดรอยด์ของผู้ใช้นั้นต้องเป็นการชำระเงินผ่าน เครดิตการ์ดบนบริการ PayPal และบริการรับชำระเงินออนไลน์ของกูเกิลซึ่งเป็นคู่แข่งกับ Paypal นามว่า Google Checkout อยู่แล้ว ซึ่งจุดนี้ยังไม่มีความแน่ชัดเนื่องจากทั้ง Paypal และกูเกิลเองต่างก็ไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา บริการของ PayPal นั้นสามารถรองรับการชำระเงินออนไลน์หลากหลายช่องทาง รวมถึงสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ โดย เมื่อเดือนมิถุนายน PayPal เพิ่งเปิดตัวบริการใหม่สำหรับนักพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถรับชำระเงินค่า ซื้อแอปพลิเคชันจากบัตรเครดิตได้แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เป็นสมาชิกบริการ PayPal ใช้ชื่อบริการสุดเสรีนี้ว่า Guest Payments ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีทั้งผู้พัฒนาและผู้ซื้อแอปพลิเคชัน

สำหรับกรณีของแอปเปิล (Apple) คู่แข่งของแอนดรอยด์นั้นไม่มีปัญหาในการจัดการการชำระเงิน เนื่องจากแอปเปิลใช้ระบบร้านดาวน์โหลดคอนเทนท์ออนไลน์ไอจูนส์ (iTunes) ของตัวเองในการบริหารจัดการแบบครบวงจร ซึ่งรองรับทั้งผู้ใช้ iPhone, iPod Touch และ iPad เรียบร้อย

คาดว่าทั้ง 2 บริษัทจะออกมาแถลงรายละเอียดข้อตกลงในไม่ช้านี้

น่าจะปลอดภัยนะ เพราะ Paypal ก็การันตีเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


Categories